ชัยชนะอันงดงามของ เรอัล มาดริด

เมื่อคืนนี้วันเสาร์ บิเซนเต้ กัลเดรอน ป้อมปราการอันหนักแน่นของ "ตราหมี" ถูกตีแตกแพ้อย่างยับเยิน
สถิติไม่แพ้คนไหนกันในรังต่อเนื่องกันถูกหยุดไว้ที่ 22 เกม และด้วยสกอร์ 0-3 มันชี้ได้กระจ่างแจ้งว่านี่เป็นชัยอันยิ่งใหญ่ของ เรอัล มาดริด และเป็นความระบมอย่างสุดแสนของ แอตเลว่ากล่าวโก
ก่อนเกมตามหน้าเสื่อยกให้ กลุ่มของ โชโล่ สิเมโอเน่ เหนือกว่านิดหน่อย เหตุที่ว่าเล่นในถิ่นและภาวะกลุ่มบริบูรณ์กว่า
เรอัล มาดริด มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บมากมาย แถมเมื่อใกล้เวลาลงเตะ 11 คนแรกที่ ซีเนดีน ซีดาน ประกาศออกมายังไร้เงา คาขอบ เบนเซม่า และ เซร์คิโอรามอส
รายแรก ถือว่าไม่เท่าไหร่ เพราะเกจิเห็นว่า ลูคัส บาสเกซ ระดับฝีเท้าไม่เลว แถมภาวะยังสดใหม่กว่า แต่ว่ากับ รามอส ถือว่าสร้างความหวั่นวิตกไม่น้อย เพราะส่งผลให้คู่เซนเตอร์เป็น ราฟาแอล วาราน กับ ที่นาโช่ เฟร์นานเดซ ซึ่งเป็นคู่ที่เกือบจะไม่ค่อยได้เล่นร่วมกัน แถม ที่นาโช่ เองก็ยังถูกเห็นว่ากลเม็ดเด็ดพรายยังอ่อน
คำถามแรกที่ผุดขึ้นเป็น “จะไหวมั๊ย ?” เพราะแนวรุกของ แอตเลว่ากล่าวโก ทั้งกระชุ่มกระชวยและเฉียบคม ไม่ว่าจะเป็น ยานนิค การ์ราสโก้ หรือ อองตวน กริซมันน์
ใกล้ถึงเวลาลงเตะกองเชียร์ ‘โลส โกลโชเนโรส’ เจ้าถิ่นยิ่งมายิ่งครึกครื้น เพราะด้วยสถิติก่อนหน้า 6 เกมไร้แพ้ทำให้พวกเขาเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก แฟนหมีทุกคนตั้งเป้าหมายต้องการให้ ‘เอล เดร์บี้ มาดริเลนโญ่’ หนสุดท้ายใน กัลเดรอน สิ้นสุดปิ้งสวยด้วยชัยเหนืออรินิรันดรแต่ว่าเกมกลับกลับความคาดหวัง !
หลังสิ้นเสียงนกหวีดของ เฟร์นานเดซ บอร์บาลัน หน้าแข้ง ‘ตราหมี’ พุ่งเข้าใส่โดยทันที หวังสร้างแรงกดดันให้ มาดริด ตั้งแต่เริ่ม
การเข้าบอลเร็ว วิ่งเพรสซิ่งตั้งแต่ในโซนของคู่แข่งขัน นับว่าเป็นแทคติกที่ แอตเลว่ากล่าวโก ใช้ได้ผลมาตลอด แต่ว่าคราวนี้มันแปลงเป็นอาวุธทิ่มแทงพวกเขา
จากการนั่งมอง พิจารณาได้ชัดว่าการเข้าเพรสของหน้าแข้ง ‘ตราหมี’ มันบ้าไปจากที่เคยๆมันมองร้อนรุ่ม รีบร้อนเกินเหตุ เลยส่งผลให้จังหวะเสียไปหมด แล้วหลังจากนั้นก็ให้พอดีว่า 3 แผงกึ่งกลางที่ ซีดาน ส่งลงมาสู้ เป็นชนิดเอาตัวรอดเก่ง เก็บบอลครอบครองบอลดีทั้งหมดทั้งปวง ทั้ง มาเตโอ โควาสิช,ลูก้า โมดริช และ อิสโก้
3 แผงกึ่งกลางนี้แทบจะไม่แทงอลเลย เฟิร์สทัชดี จับบอลไม่มีกระฉอก ไม่เปิดโอกาสให้ แผงกึ่งกลาง แอตเลว่ากล่าวโก เข้าชิงความได้เปรียบ แถมยังอ่านเกมดี คิดเร็วทำเร็ว
เหตุนี้เลยทำให้การบีบพื้นที่ของสมาชิก โชโล่ จะต้องจั่วลมซะเกินครึ่ง บอลถูกเปลี่ยนถ่ายจากซ้ายไปขวา จากหน้าไปหลัง อย่างรวดเร็วถูกต้องแม่นยำ ภาวะของเจ้าถิ่นไม่ได้แตกต่างกับวัวกระทิงที่กำลังโดน มาทาดอร์ ล่อลวงทอนแรง
เมื่อเอาชนะแผงกึ่งกลางของ แอตเลว่ากล่าวโก ได้แล้ว ทำให้แนวรุกอย่าง เเกเร็ธ เบล กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีพื้นที่ในการเล่น ได้บอลในตำแหน่งสวยๆอยู่บ่อยเช่นจังหวะกลับบอลและเปิดยาวของ อิสโก้ ให้ มาร์เซโล่
เพลย์นั้นถือว่าเป็นการโจมตีที่สวยและอันตราย น่าเสียดายที่ลูกครอสของฟูลแบ็กบราสิมันให้ โรนัลโด้ กระแทกเหน่งๆถูก ยาน โอบลัค เซฟไว้ได้เฉียด
ส่วนประตูขึ้นนำที่มาจากลูกฟรีคิก แม้ไม่ได้มาจากการเซตเกมโดยตรง แต่ว่าทางอ้อมนั้น เมื่อแผงกึ่งกลางของ ตราหมี เอาไม่อยู่ ก็นับเป็นการเปิดโอกาสให้แนวรุกของ มาดริด ได้ดวลตัวๆกับแผงหลังของกลุ่ม

โรนัลโด้ หรือ เบล เป็นนักเตะระดับเวิลด์คลาส หากปล่อยให้พวกเขาได้โอกาสได้เล่นกับบอลเสมอๆจะช้าจะเร็วแผงหลังก็จะต้องบกพร่อง และนั่นก็เป็นต้นเหตุของการเสียฟาวล์ในระยะอันตราย
ฟรีคิกของ โรนัลโด้ ถือว่ามีโชค เมื่อแฉลบ สเตฟาน ซาวิช ที่ยืนเป็นกำแพงเปลี่ยนแปลงปากทางเข้าประตูไป
ประตูนี้ยิ่งทำให้ เรอัล มาดริด เชื่อมั่นในตนเองมากยิ่งขึ้น และเกมก็ไปเข้าทางพวกเขากว่าเดิม สามารถที่จะเล่นกับสถานการณ์ได้หลายรูปแบบ จะเซตขึ้นไป หรือจะเล่นตอบโต้กลับเมื่อตัดบอลได้
ในพาร์ทเกมรับของ แอตเลว่ากล่าวโก โดนโจมตีจนเสียหายเพราะแผงกึ่งกลาง ‘ไล่ไม่จน’ ส่วนในพาร์ทของเกมรุกที่ยิงไม่ได้มูลเหตุนั้นเพราะความรีบรน เสียขบวนคุ้นเคย ยิ่งแผงกึ่งกลาง มาดริด ปฏิบัติงานดีด้วย คู่เซนเตอร์อย่าง ที่นาโช่ กับ วาราน ที่ถูกเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องก็แบกภาระน้อยลง ไม่ต้องเจอกับแรงกดดันเท่าไรนัก
45 นาทีแรก เห็นได้น้อยครั้งว่า แอตเลว่ากล่าวโก เซตเกมเพื่อรุกคืบไปถึงพื้นที่สุดท้าย จังหวะรุกแต่ละครั้งพวกเขาพากเพียรเร่งให้บอลถึงหน้าประตูให้เร็วที่สุด แต่ว่า…มันเร็วเกินความจำเป็น
การต่อบอลเร็วจังหวะสองจังหวะให้บอลถึงหน้าประตูคู่แข่งขัน เป็นหนึ่งในกรรมวิธีการที่ ‘ตราหมี’ ชอบใช้ แต่ว่าให้บังเอิญว่าพวกเขาร้อนรุ่มจนขาดความเที่ยงตรง ทั้ง การ์ราสโก้ ทั้ง กริซมันน์ หรือ ซาอูล มัวแต่จะพุ่งไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดจนขาดความแน่ชัดเมื่อพลาดก็โดนโจมตีตอบโต้กลับ นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ที่น่าเสียดายก็คือพวกเขาไม่ได้เรียนรู้เลยว่าเมื่อพลาดแล้ว จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ยังคงตะบี้ตะบันเร่งจังหวะอยู่เหมือนเดิม สุดท้ายแปลงเป็นว่าไปโดนฝั่งFun88มาดริด หลอกดักเก็บกินเสียหมด
ครึ่งหลัง โชโล่ แก้เกมมาดี โมเมนตั้มเริ่มขยับมาทางฝั่ง ‘ตราหมี’ มากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มมีการเซตบอล ดึงจังหวะคอยเพื่อความแน่ชัด และหาจังหวะโจมตี ซึ่งโจมตี มาดริด ก้าวหน้าแต่ว่าจังหวะไม่เป็นใจอีก เมื่อโดนบอลยาวตีโต้ และ ซาวิช ก็พลาด
เป็นจุดลูกโทษหรือเปล่า ? ในตอนที่อยู่ในสนาม สารภาพว่ามองจากระยะออกจะไกล เห็นไม่ชัดเจน แต่ว่าเมื่อกลับมามองภาพช้า ก็ถือว่า ‘ให้ได้’ ไม่น่าเกลียดชัง
เมื่อ โรนัลโด้ ซัดลูกนี้เข้าไปให้ มาดริด ฉีกหนี 2-0 ทุกสิ่งก็จบ จุดลูกโทษนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของเกมทั้งหมดทั้งปวง มันส่งผลให้ผู้เล่นมาดริดเชื่อมั่น และบ่อนทำลายกำลังใจ ‘ตราหมี’ จนหมดสิ้น
บอลระดับนี้ ลองห่างกันถึง 2 เม็ด มันยากที่จะคัมแบ็กกลับมา หากอีกฝั่งไม่ติดลูกประมาท ซึ่งจุดนี้จะต้องชม ซีดาน เลยว่าสั่งย้ำสมาชิกมาดี ผู้เล่นของ มาดริด ทำสมาธิไว้ที่เกมตลอดเวลา ไม่สะเพร่า ไม่ให้ ตราหมี ได้หาจุดเปลี่ยนแปลงของตนเองเจอ
ขณะที่เหลือเกมจึง ‘หมดสนุก’ และลูกปิดท้ายให้ โรนัลโด้ เก็บแฮตทริกได้เสร็จก็ถือว่าเป็นของแจกฟรีโรนัลโด้ กลับมาระเบิดฟอร์มได้ถูกที่ถูกเวลา ลยคำปรามาสว่าที่ว่า ‘ไปไม่เป็นในเกมใหญ่’ ได้ชะงัด
แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จะต้องยกให้ คริสเตียโน่ ซ้ำฟอร์มนัดหมายนี้ยังเป็นการต่อยอดให้นักข่าวทั่วยุโรปเทคะแนนให้กับเขาเพื่อคว้าบัลลงดอร์
แต่ว่าคนนึงที่น่าชมเชยมากมายๆเป็น อิสโก้ เขาไม่ค่อยได้รับจังหวะเท่าไรนักในปีนี้ แต่ว่าผลงานจ่ายบอลเสร็จ 91% และแย่งบอลได้อีก 7 ครั้ง พูดได้เลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้ มาดริด ชนะ
โมดริช เล่นได้ตามาตราฐาน แทงอลยาก ออกบอลชัวร์ ส่วน โควาสิช เข้าปะทะได้หนักแน่น และเอาตัวรอดเก่ง
มาดริด ถล่ม 3-0 ไม่เพียงแต่เป็นการประกาศความใหญ่โตเหนือ แอตเลว่ากล่าวโก หากแต่ว่าผลที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันของ บาร์ซ่า ที่เจ๊า มาลาก้า 0-0 ยังเป็นโบนัสให้พวกเขาทะยานนำห่าง
ขณะนี้กลุ่มของ ซีดาน เก็บไป 30 แต้มจาก 12 เกม หนี บาร์ซ่า 4 และทิ้ง แอตเลว่ากล่าวโก 9 นับว่าเป็นสถานการณ์ที่เป็นใจเป็นอย่างมาก
พวกเขาไม่ได้แชมป์ ลา ลีกา มา 4 ปีแล้ว ตั้งแต่ฤดูกาล 2011–12 ในยุคของ มูรินโญ่ ปีนี้จึงถือว่ามีความหมายเป็นพิเศษ
ส่วน โชโล่ และสมาชิกปีนี้พูดได้เลยว่าเมื่อยล้า ผลงานของเขาตกลงไปกระจ่างแจ้ง

ช่วงเวลานี้เมื่อเทียบกับปีก่อนๆนี่เป็นฤดูกาลที่ห่วยแตกที่สุดของ โชโล่
12 ครั้งแรก ฤดูกาล 2012-2013 เก็บได้ 31 แต้ม, ฤดูกาล 2013-2014 เก็บได้ 33 แต้ม, 2014-2015 เก็บได้ 26 แต้ม และ 2015-2016 เก็บได้ 26 แต้ม แต่ว่าปีนี้ 12 ผ่านมาได้แค่ 21
กระนั้นขึ้นชื่อว่าบอลยังมองกันยาวๆก็เสมือนอย่างที่ ซีดาน พูดไว้ในห้องแถลงข่าวหลังเกมว่า “กลุ่มยังแพ้อะไรเลย”

งานยากที่ปีศาจแดง

หลังการตกรอบยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยกมือสารภาพว่ามันเป็นความผิดพลาดของเขาที่ไม่สามารถทำให้นักเตะเล่นเกมรุกได้ในนัดแพ้โมนาโก ในเวลาที่ โชเซ มูรินโญ ยืนยันปัจจุบัน ''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่พร้อมลุ้นแชมป์'' เกิดอะไรขึ้นกับสองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์
ดูราวกับว่าสถานะการณ์ปัจจุบันมันเป็นไปในแนวทางของการตั้งตัว ถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเดินหน้าสองสามก้าว ทั้งสองผู้ฝึกสอนที่ได้รับการสารภาพว่าเก่งที่สุดในโลกในรอบ 10 ปีที่ล่วงเลยไป ถึงกับออกปากเช่นนั้นเอาการของ เป๊ป ก่อน
ควันหน้าจากโมนาโกพบว่า "เรือใบสีฟ้า" ยังไม่สามารถยกระดับตัวเองให้ก้าวไปยังกลุ่มที่ใหญ่กว่าพรีเมียร์ลีก แม้เป้าหมายของพวกเขาแจ่มกระจ่างยิ่งนัก กระทั่งพวกเขามี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ปัจจุบันนี้โดนเหน็บแนมว่าที่ได้แชมป์เพราะกลุ่มบาร์ซ่ากับบาเยิร์น มิวนิค มันดีอยู่แล้วมองจากตัวเลข…หลังเกมโมนาโกพบว่ามันน่าสลดหดหู่รวมทั้งท้อแท้ใจกับการทุ่มทุนสร้างของอาบูดาบี ยูไนเต็ด กลุ่ม
ครึ่งแรกเสีย 2 ประตู แถมไม่ได้ยิงสักครั้ง อย่าว่าแต้ยิงเลย เพียงแค่ทำเกมให้ขึ้นไปหน้าบ้านโมนาโกยังยาก ที่สำคัญกองหลังโชว์ความอ่อนหัดให้มองเห็น ออกลูกสะเปะสะปะ แดนกึ่งกลางสู้คนพลังหนุ่มโมนาโกไม่ได้
เป๊ป ถูกเสนอคำถามว่าสกอร์ที่เหนือกว่า 2 ลูกเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ต้องไปใช้กึ่งกลางรุก 5 คนโดยผลักภาระให้ แฟร์นานดินโญ ผู้เดียวที่เป็นตัวตัดเกม สุดท้ายมันเกิดขึ้นตรงนั้นเป็นแดนกึ่งกลางแพ้ราบคาบแดนกึ่งกลางแพ้…กองหลังยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง คือปัญหาใหญ่ของกลุ่มในปีนี้
การเสียสองประตูครึ่งแรกทำให้งานยากเกิดขึ้นแต่พวกเขาสามารถยิงตีไข่แตกหรือลุ้นตีเสมอได้ แต่ว่าจากเกมครึ่งแรกไม่มีผู้ใดคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น ทุกคนคิดว่ามีแต่จะโดนเพิ่มถ้าออกมาทรงนี้ ความเชื่อมั่นมันก็สวนทางกัน…ซิตี้ ต้องกลับมาพีคสุดๆไม่อย่างนั้นโดนถล่มเละ
เกมมองดีขึ้นแต่กว่าจะได้ยิงก็ขว้างเข้าไปนาทีที่ 65 โน่นเป็นจังหวะแรกที่ ซูบาซิช ได้เซฟ ก่อนที่จะ ซาเน จะยิงประตูตีไข่แตก อันเป็นประตูสำคัญ 2-1 หากว่ากันตามจริงครึ่งแรกเกมดีขึ้นผิดหูผิดตา พร้อมยิงคืนได้ตลอด
แต่สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือกองหน้าดันไม่คมอีก…ใช้โอกาสสิ้นเปลือง กว่าที่ ซาเน จะยิงตีไข่แตก รวมทั้งหลังจากนั้นเป็นต้นมาเป็นหน้าที่กองหลังที่ไม่ได้ช่วยคุ้มครองอะไรเลย โดน 3-1 ที่เป็นประตูสำคัญส่งโมนาโก เข้ารอบ 8 กลุ่มสุดท้ายจากผลบวก 6-6 ที่ได้จากยิงนอกบ้าน 2 ประตู
ประเด็นเป็นเกมรุกยังเพียงพอวางใจได้ว่าดี แต่เพียงพอเกมรับซึ่งยังไม่ปรับปรุงรวมทั้งพร้อมเสียประตู มันทำให้แมนฯซิตี้ ล้มเหลว รวมทั้งเมื่อมองภาพรวมๆรุกพอได้ แดนกึ่งกลางถ้าอย่างนั้นๆไม่แน่น ไม่ปึ้ก หลังพร้อมเสียเรือใบสีฟ้า ก็เลยเป็นกลุ่มที่คล้ายๆกับลิเวอร์พูลเป็น…."ขาดสมดุล" ในกลุ่มไป
รับห่วย รุกพอใช้ได้ แบบนี้โอกาสบรรลุเป้าหมายมีจำกัด ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่พวกเรามองเห็นเป็นราวๆนี้ ลุ้นพื้นที่ชปล. แต่ลุ้นแชมป์อาจยาก เพราะความสมดุลของกลุ่มไม่มี มันขาดสาระสำคัญในกลุ่มไป เหมือนกับกลุ่มที่รับดี…แต่รุกไม่สบโอกาสบรรลุเป้าหมายลดน้อยลง
เป๊ป สารภาพหลังเกมแพ้โมนาโกว่าเขาไม่สามารถทำให้สมาชิกเล่นแบบดุดัน ก้าวร้าว รวมทั้งมีเกมรุกที่ดีเพียงพอในการชนะโมนาโก เขารับผิด ไม่โทษนักเตะ แต่เชื่อว่าในใจคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกกาชื่อทิ้งในซัมเมอร์หน้านี้แน่นอน
แผงหลังตอนนั้นอยากฟูลแบกใหม่เพื่อมาเพิ่มเติมไฟในการเล่น ไม่ใช่ชุดเดิมอย่าง ซาบาเลต้า, คิลชี, โคลาคอยฟ หรือจนถึงเซนเตอร์ฮาล์ฟอย่าง ออตาเมนดี้ ก็ไม่ใช่เซนเตอร์มีเกรดอะไรล้นหลาม แม้จะติดกลุ่มชาติอาร์เจนติเตียนน่าก็ตาม

แผงหลังนี่ยกแผง …จอห์น สโตน เองก็ต้องเล่นกับเซนเตอร์ที่มีระดับกว่าเขา ถ้าคาดหวังให้เขาคุมหลังผู้เดียวปัจจุบันนี้ กระดูกบอลไม่ถึง ในยุโรปนี่ชัดเลย มีปัญหาในการเล่นเกมขั้นสูง ในเวลาที่แดนกึ่งกลางขาดตัวตัดเกมคุณภาพไป
แนวรุกนับว่าพอได้ ชุดนี้ ทั้ง กุน อเกรโร , ซาเน, ราฮีม ยังมีโอกาสปรับตัวเองได้ ที่ดีเป็นส่วนตัวเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ในเวลาที่ ซิลบา ปีต่อไปจะยิ่งโรยหนักกว่านี้
ดูแล้วอ่อนแรง…มันเป็นงานใหญ่สำหรับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในการทำกลุ่มให้ยิ่งใหญ่ในแถวหน้าของแวดวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวไปครองแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกให้แมนฯซิตี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการสร้างแบรนด์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้หนักแน่น
จากเพื่อนบ้านเสียงดังมายังเพื่อนบ้านที่มองเฉยๆไม่ฮือฮาเสมือนช่วงซัมเมอร์ ที่มีหวังล้นหลามหลังการตั้ง โชเซ มูรินโญ คุมกลุ่ม
ปัจจุบันแม้เข้ารอบ 8 กลุ่มสุดท้ายบอลยูโรปา ลีก รวมทั้งเหลือถ้วยเดียวที่ได้ลุ้นอย่างเป็นรูปธรรม มูรินโญ ให้สัมภาษณ์กับ แกรี ลินิเกอร์ พิธีกรรายการ "พรีเมียร์ลีก โชว์" ทางช่องสถานีวิทยุกระจายเสียงบีบีซี นานัปการประเด็นที่สำคัญสุดเขากล่าวว่า "พวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"คมกริบสำหรับประโยคนี้ รวมทั้งมันไม่ต้องขยายความว่าอะไรถึงแม้ว่าจะล้นหลาม
"ผมคิดว่าพวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการมีไว้ในครอบครองยุทธจักรบอลอังกฤษ พวกเรายังไม่พร้อมที่จะอุตสาหะ, ชนะทุกเกม มันยังมีช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานตามธรรมชาติของกลุ่มยักษ์ใหญ่ รวมทั้งสิ่งที่พวกเราเป็นอยู่จริงๆปัจจุบันนี้"มันยากขึ้นกว่าเดิม มันไม่เหมือนกับ 10-20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง"
ผมว่าเขาสะท้อนอะไรได้แจ่มกระจ่างในเรื่องนี้ เขากำลังติดต่อกับแฟนแมนฯยูฯ ที่เต็มไปด้วยความหวังขั้นสูงรวมทั้งต้องอุตสาหะทำตัวแบบจมให้ลง เพราะมันจะอยู่ในข่ายแปลงเป็นแฟนลิเวอร์พูลที่รู้สึกอย่างนั้นมาตลอด 26 ปี หลังจากได้แชมป์ลีกครั้งสุดท้ายปี 1990อีกประโยคเด็ดหนึง่ที่สำคัญเป็น "ผมมาดำเนินงานกับสมาคมที่น่าเสียใจ"อันนี้ว่าผู้ใดนะ…ทดลองอ่านกันมอง เอาสำคัญๆเป็นเขาพูดว่า "ถ้าเป็นผมจะไม่ขาย อังเคล ดิ มาเรีย, ชิชาริโต้ รวมทั้ง แดนนี เวลเบค"
เชื่อว่าสามคนนี้บางทีอาจได้รับความรู้สึกเชิงขัดแย้งจากแฟนผีแน่นอนเพราะ ดิ มาเรีย มาในช่วงที่กลุ่มตกลงไปจากเดิม ในเวลาที่ เวลเบค ก็ไม่ได้รับความรู้สึกชื่นชมยินดีล้นหลามนัก ส่วนชิชาริโต้ นั้นน่าจะเป็นขวัญใจอยู่แต่ว่าเชิงแทกติเตียนกแล้ววิธีขาย เวลเบค รวมทั้ง ชิชาริโต้ ออกไปมันเป็นคุณขาดกองหน้าตัวจบสกอร์
ส่วน ดิ มาเรีย นั้นเป็นนักเตะที่ มูรินโญ พอใจ รวมทั้งเป็นนักเตะคนแรกที่เขาซื้อไปร่วมกลุ่มเรอัล มาดริด รวมทั้ง ดิ มาเรีย ก็กลับไปสู่ฟอร์มทอปของเขาอย่างเดิมกับกลุ่ม เปแอสเช เชื่อว่าถ้า มูรินโญ อยู่กับกลุ่มเร็วกว่านี้เขาก็ซื้อมาร่วมกลุ่มรวมทั้งใช้งานเป็นตัวเดินเกมให้แนวรุก
ส่วนนักเตะที่ มูรินโญ ไม่เอ่ยชื่อว่า ถ้าเป็นเขาจะไม่ซื้อมาร่วมกลุ่ม ซึ่งพวกเราเองสามารถเดาได้ไม่ยากเพราะจากสิ่งที่เขาปฏิบัติในสนามแข่งรวมทั้งการจัดกลุ่มลงเล่นทุกอาทิตย์เพียงพอจะนำชื่อมาเฉลยกันได้ไม่ยากมูรินโญ มีมารยาทรวมทั้งมืออาชีพมากพอที่จะไม่เอ่ยถึงรวมทั้งมันไม่สมควรกล่าวถึง แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่แฟนผีก็เดาได้ไม่ยาก
สิ่งที่ผมเชื่อว่าแฟนผีรวมทั้งแฟนบอลทั่วๆไปต้องพอใจกับการให้สัมภาษณ์ในประโยคต่อมาพร้อมกับ ลินิเกอร์ ว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสมาคมที่มีความโหฬารมาก ไม่จำต้องไปแชมเปี้ยนส์ ลีกเพื่อเย้ายวนใจนักเตะมาร่วมกลุ่ม"
เขากล่าวถึง…อิบราฮิโมวิช ควรอยู่กับ ปารีส, ป๊อกบา ควรอยู่กับยูเวนตุๆส รวมทั้ง มคิทาร์ยาน ควรอยู่กับดอร์ทมุนด์ถัดไปถ้านักเตะนึกถึงเรื่องการเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก รวมทั้งเขาเองรู้สึกแฮปปี้มากๆถ้านักเตะตัดสินใจไม่ย้ายมาเพราะกลุ่มไม่ได้ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เขาจะดีใจมาก ที่ไม่ได้นักเตะแบบนี้มาร่วมกลุ่ม
เอาง่ายๆว่า นักเตะจะต้องมีใจมาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด ด้วยเงื่อนไขเดียวเป็นเพราะนี่เป็นแมนฯยูฯ ไม่ใช่กลุ่มที่ต้องไปเล่นชปล. หรือมีโอกาสไปเล่น
จริงครับผม…การพูดแบบนี้ไม่ใช่เอาใจหรือเพียงแค่ให้เกียรติ แต่มันเป็นแนวทางการทำงานของ มูรินโญ รวมทั้งผมเชื่อว่าผู้ฝึกสอนทุกคนต้องมีแนวทางแบบนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็อาจไม่ได้อยากนักเตะที่มาเล่นกับกลุ่มเพื่อ "เงิน" , เกียรติศักดิ์ หรืออะไรนักเตะจะมาเล่นกับกลุ่มนี้เพื่อ "สมาคมแห่งนี้"
มันยังไม่หมดสมัยหรอก…เพราะในที่สุดแล้วกลุ่มที่ใช้เงินทุ่มซื้อนักเตะก็จะใช้เงินซื้อนักเตะตลอดระยะเวลา ไม่สามารถดึงนักเตะที่มีความรู้ความเข้าใจรวมทั้งมีจิตใจต้องการบรรลุเป้าหมายกับกลุ่มมาร่วมกลุ่มได้ ปัญหาของสองกลุ่มจากเมืองแมนเชสเตอร์ นั้นคนละแบบ
ในเวลาที่ เป๊ป กล่าวว่าไม่สามารถทำให้นักเตะเล่นเกมตามที่เขาอยากได้ รวมทั้งกลุ่มอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในซัมเมอร์ มันก็คล้ายๆกับ มูรินโญ เพียงแต่ มูรินโญ มีแนวทางการทำงานของเขาที่ยืนยันอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า
"แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากนักเตะที่มีใจต้องการมาเล่นให้แมนฯยูไนเต็ด โดยมีเงื่อนไขเดียวเพราะนี่เป็นแมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด"