ทำไมชนะเบิร์นลี่ย์ ยากกว่าอาร์เซน่อล ?

หลังบุกหักปลายกระบอกปืนได้ถึงเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เด็กหงส์ควรถูกยกโทษโทษฐานที่ยกฐานะความฮึกเหิมโดยพลการก่อนเยือนกลุ่มสมาชิกใหม่อย่างเบิร์นลี่ย์

คนจำนวนไม่น้อยมิได้เตรียมพร้อมเผื่อใจให้กับผลลัพธ์อื่น นอกไปจากสามแต้มและชัยนัดหมายลำดับที่สองต่อเนื่องกัน

การขาด ซาดิโอ มาเน่ ที่โชว์ฟอร์มเด่นมากในนัดหมายออกสตาร์ตฤดู บางทีอาจลดทอนความวูบวาบฉับไวในแนวรุกไปบ้างตามควร แต่มันไม่ใช่คำกล่าวอ้างถ้าเกิดลิเวอร์พูล จะไม่สามารถบุกชนะกลุ่มที่พวกเขาเช็กบิลได้ตลอดการเจอกันในพรีเมียร์ลีก และที่สำคัญเป็นไม่เคยเสียประตูให้แม้แต่ลูก

แดเนียล สเตอร์ริดจ์ กลับมาลงไปในสนาม แต่หน้าที่หาใช่ศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างที่คนใดกันคาด เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังเชื่อใจ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ให้ปฏิบัติหน้าที่เดิม ส่วนกองหน้าชาติอังกฤษ ถูกขยับมาเล่นข้างๆแทนที่ของมาเน่

ในแผงหลัง คล็อปป์ ถอดสลักระเบิดที่พร้อมบึ้มสละชีวิตตัวเองได้ทุกเมื่ออย่าง อัลแบร์โต้ โมเรโน่ ออกไปนั่งสำรอง และส่ง เจมส์ มิลเนอร์ ที่ดูเหมือนเล่นได้แน่นอนกว่า ลงแทนแบ็กซ้าย

ทั้งหมดทั้งปวงเป็นแค่สองตำแหน่งที่ลิเวอร์พูล เปลี่ยนไปจากครั้งแรก และด้วยความจัดจ้านเร่าร้อนของแนวรุกที่เพิ่งจะกะซวกหลังบ้านอาร์เซน่อลได้ถึง 4 เม็ด ต่อให้แฟนเบิร์นลี่ย์เองก็เถิดคงจะยากมั่นใจว่ากลุ่มของพวกเขาจะขัดขวางได้อยู่

แต่ นอกจากวาทกรรมอมตะอย่างฟุตบอลลูกกลมๆอะไรก็เกิดขึ้นได้ เด็กหงส์ยังมีนิยามให้กับกลุ่มตัวเองว่า ''The Most consistently inconsistent team''

กลุ่มที่ใส่ความแน่นอน เสมอต้นเสมอปลายได้ยากที่สุดในสามโลก

มองในด้านบวก ความปราชัยตั้งแต่ช่วงต้นซีซั่นต่อกลุ่มชนชั้นระดับเบิร์นลี่ย์ นับว่าเป็น reality check เป็นกระจกให้คล็อป์ ส่องเห็นความจริงที่ยังจำเป็นต้องรีบปรับปรุงแก้ไข

เฉพาะอย่างยิ่ง ในหนึ่งฤดูที่คุณจำเป็นต้องเล่นกับกลุ่มโดยประมาณนี้ เล่นสไตล์นี้ บ่อยกว่าการเจอคู่ปรับเกรดเดียวกับอาร์เซน่อล

คุณไม่สามารถชนะกลุ่มใหญ่ แต่กลับเสียแต้มกระจุยกระจายให้กลุ่มขนาดเล็ก แล้วยังมีสิทธิ์คาดหมายถึงแชมป์ หรือแม้แต่การจบท็อปโฟร์

ด้วยเหตุนั้นแล้วสำหรับผม ความเสื่อมโทรมจากการแพ้เบิร์นลี่ย์ มีแค่การงดเว้นได้สามแต้ม แต่เจอร์เก้น คล็อปป์ จะได้บทเรียนที่ล้ำค่ากลับไปทวน (อีกรอบ)

ถามคำถามว่าการเอาชนะเบิร์นลี่ย์ เป็นงานที่ยากกว่าอาร์เซน่อล หรือยังไง ลิเวอร์พูล ถึงจนปัญญา แม้แต่ไม่สามารถทวงประตูตีไข่แตก

ตัวผู้เล่นเกือบจะชุดเดียวกัน เปลี่ยนแปลงแค่สองจุดอย่างที่บอก มันไม่น่ามีผล หรือต่อให้ ซาดิโอ มาเน่ เล่นได้ มันก็ไม่มีหลักประกันว่าลิเวอร์พูล จะรอดจากความปราชัย

แต่ตัวแปรสำคัญที่สร้างความไม่เหมือนเป็นสไตล์ ต้นแบบกรรมวิธีเล่นของคู่ปรับที่ต่างกัน

กับอาร์เซน่อล ทุกคนเห็นภาพว่าเกมจำเป็นต้องเปิด ยิ่งเล่นที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ยิ่งไม่มีวันที่อาร์แซน เวนเกอร์ จะวางแผนมาตั้งรับ แม้แต่หลังจาก ธีโอ วัลค็อตต์ ซัดขึ้นนำ 1-0 นักฟุตบอลเจ้าถิ่นก็ยังคงเดินหน้าไล่ล่าหาประตูลำดับที่สอง

แต่กับเบิร์นลี่ย์ มันแปลงเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขีด ลิเวอร์พูล เสมือนวิ่งเอาหัวโขกกำแพงตลอด 80 กว่านาทีนับจากที่โดนนำเร็วตั้งแต่ช่วงต้นเกม

แนวทางการทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ตามหลังเร็ว คือปัญหาสำคัญที่ลิเวอร์พูล จะต้องหลีกเลี่ยงให้ได้ในอีกหลายๆแมตช์ที่เหลือ

น่าเชื่อถือเลยว่ากลุ่มใหญ่ระดับหัวตารางทั้งหลาย จะเน้นกฎนี้เป็นข้อแรก

โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ปรึกษาแมนฯ ยูไนเต็ด หลีกเลี่ยงความสุ่มเสี่ยงในแมตช์แรกที่ไปเยือนบอร์นมัธ ต้นเกมมองน่าอึดอัด แต่ตราบเท่าที่ไม่เสียประตู ชัยยังอยู่ในมือ

กระทั่ง ฆวน มาต้า มาปลดล็อกในช่วงท้ายครึ่งแรก จากนั้นทุกอย่างก็ง่ายดาย

ทุกครั้งมทราบว่าการมาเยือนกลุ่มอย่างเบิร์นลี่ย์ หรือบอร์นมัธ และเมื่อไรที่เสียท่าเสียประตูไปก่อน คุณกำลังใส่ความเดือดร้อนป้อนตัวเอง

กฎข้อแรกของการเยือนกลุ่มเกรดโดยประมาณนี้ เป็นห้ามโดนนำโดยเด็ดขาด

ทายใจว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็คงจะเพียงพอรู้ เนื่องจากว่าประสบการณ์จากฤดูก่อนก็คงจะยังตามหลอก ไม่ว่าเกมบุกแพ้วัตฟอร์ด 0-3 หลังจากเสียเร็วตั้งแต่สามนาทีแรก

หรือการโดนเวสต์แฮม แออัดย้ำแค้น 2-0 โดยที่ประตูนำร่องมาข้างใน 10 นาที

คล็อปป์ อาจจะหลาบจำ แต่ตัวแปรเหนือการควบคุมของเขาเป็นความบกพร่องส่วนตัวแบบง่ายๆ

จากครั้งแรกเป็น อัลแบร์โต้ โมเรโน่ ที่เล่นพลาดจนทำเสียประตู และอีกจังหวะที่เสียประตู มาโอกาสนี้แม้แบ็กซ้ายชาวสเปนจะโดนดร็อป แต่แบ็กขวาอย่าง เนธาเนียล ไคลน์ กลับเล่นเสมือนโดนวิญญาณโมเรโน่ เข้าสิง ด้วยการเปิดบอลเข้ากลางแล้วโดนตัด จนไปสู่ลูกยิงของแซม โวคส์

นี่เป็นสิ่งที่กลุ่มใหญ่จำเป็นต้องอุตสาหะหลีกเลี่ยง แต่บ่อยครั้ง ลิเวอร์พูลมักจมอยู่ในวังวนเดิมๆของตนเอง

จากนั้น เบิร์นลี่ย์ ที่เปิดเกมด้วยการชิงเพรสส์ข้างบน กดดันได้ผลกระทั่งได้ประตูนำ ก็ถอยร่นลงมารับแบบเต็มพิกัดในจุดโทษของตนเอง บีบพื้นที่ด้านหลังไม่ให้บอลตามช่องของลิเวอร์พูล ได้ดำเนินการ

นักฟุตบอลกลุ่มเยือนได้แต่เคาะรับส่งบอลไปๆมาๆหน้าจุดโทษ แต่เรื่องจะเจาะกำแพงแบ็กโฟร์ 2 แนวแทบจะเป็นไปไม่ได้

ยิ่งเบิร์นลี่ย์ มาได้ลูกลำดับที่สองจากเกมสวนกลับ เท่ากับพวกเขายิ่งเล่นง่าย แผนของคล็อปป์ ที่เลือกมิลเนอร์ ลงแบ็กซ้ายแทนโมเรโน่ แปลงเป็นการทำร้ายร่างกายตัวเอง เนื่องจากว่านาทีนั้น ลิเวอร์พูล ต้องการเกมรุกมากกว่าห่วงเกมรับ

ด้วยความชำนาญเท้าขวา บ่อยครั้งที่มิลเนอร์ จำเป็นต้องพาบอลจากซ้ายตัดเข้าในเพื่อเปิดบอล และแม้แต่ความพยายามฝืนเปิดด้วยอีซ้าย แต่ประสิทธิภาพก็ต่ำเตี่ยเรี่ยดิน

เบิร์นลี่ย์ รู้ข้อด้อยนี้ของลิเวอร์พูล พวกเขาเลือกบีบแนวรับให้ยืนแคบ ปล่อยพื้นที่เปิดเตียนโล่งทางฝั่งมิลเนอร์ เนื่องจากว่าทราบดีว่าถึงยังไง นักฟุตบอลก็จำเป็นต้องเอาบอลกลับเข้ากลางอยู่ดี

คล็อปป์ ทับถมปัญหานี้ให้หนักขึ้นด้วยการขยับสลับตัวช้าเกินความจำเป็นมาก กว่าจะส่ง โมเรโน่ ลงมาแทนมิลเนอร์ ก็ขว้างไปเมื่อเหลือเวลาแค่ 13 นาที

และนอกจากนี้ คล็อปป์ คอยถึงนาทีที่ 65 ค่อยสลับตัวคนแรก ทั้งๆที่ลิเวอร์พูล ไม่มีทีท่าก่อนหน้านั้นว่าจะเอาประตูได้

ดิว็อก โอริกี้ จัดแจงคอยลงไปในสนาม ผมคาดหมายเห็นการเปิดเกมรุกแบบเต็มแรงด้วยหมากหน้าคู่ เพื่อกดดันเซนเตอร์แบ็กของเบิร์นลี่ย์ ที่เกือบจะยืนตบยุงมาทั้งเกม

แต่ไม่เลย คล็อปป์ ส่งโอริกี้ ลงมาแทนสเตอร์ริดจ์ มันน่าประหลาดใจเนื่องจากว่ารูปเกมประจานอยู่ในตัวเองแล้วว่าลิเวอร์พูล มิได้แค่ต้องการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นแบบตำแหน่งต่อตำแหน่ง

พวกเขาจำเป็นต้องถึงขั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบ เปลี่ยนแปลงแนวทางเข้าทำ

ใครสักคนให้ความเห็นว่าถ้าเกิด คริสตำหนิยอง เบนเตเก้ ยังผิดขาย อาจมีผลดีกับกลุ่มในสถานการณ์อย่างงี้ แต่ผมกลับเฉยๆ

ข้อแรกเป็นเขาจะไม่มีส่วนร่วมแม้แต่เดินทางมา

และสอง ต่อให้เบนเตเก้ ยืนค้ำหัวโด่ เขาก็จะอยู่ในวงล้อมของกองหลังอย่างเบน มี กับไมเคิ่ล คีน แบบสองรุมหนึ่งมิได้กระดิก

ท้ายที่สุดเมื่อลิเวอร์พูล เจาะไม่เข้า ก็ได้แต่หวังลูกยิงไกลของคูตำหนินโญ่ ที่บังเอิญว่ามันไม่ใช่วันของพ่อมดแซมบ้า

ทดลองซัดถึง 8 ครั้งจากนอกจุดโทษ แต่เข้ากรอบเแค่คราวเดียว

ส่วนแดนกลาง โดยเฉพาะ ''เฮียติด'' จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไม่มีส่วนอะไรเลยกับจังหวะถึง 26 ครั้งในเกมนี้ของลิเวอร์พูล

กลุ่มจะต้องใช้บอลแถวสอง จากลูกยิงไกลให้มีคุณประโยชน์ แต่มันไม่ใช่คุณลักษณะที่สะดุดตาของเฮนโด้ หรือตัวหลักก่อนหน้าเขาอย่าง ลูคัส เลว่า

คนที่ทำได้ดีมากยิ่งกว่า ขั้นต่ำ ''ใจ'' ก็กล้ายิงอย่าง เอ็มเร่ ระเบียง กลับมิได้รับจังหวะ

เป็นเกมที่ผมสงสัยหลายสิ่งหลายอย่างในการตัดสินใจของคล็อปป์

ปัญหาว่าชนะกลุ่มอย่างเบิร์นลี่ย์ ยากขนาดไหน ยังไม่น่าสงสัยเท่ากับว่าเมื่อไรลิเวอร์พูล จะเอาชนะตัวเอง…

ชัยชนะอันงดงามของ เรอัล มาดริด

เมื่อคืนนี้วันเสาร์ บิเซนเต้ กัลเดรอน ป้อมปราการอันหนักแน่นของ "ตราหมี" ถูกตีแตกแพ้อย่างยับเยิน
สถิติไม่แพ้คนไหนกันในรังต่อเนื่องกันถูกหยุดไว้ที่ 22 เกม และด้วยสกอร์ 0-3 มันชี้ได้กระจ่างแจ้งว่านี่เป็นชัยอันยิ่งใหญ่ของ เรอัล มาดริด และเป็นความระบมอย่างสุดแสนของ แอตเลว่ากล่าวโก
ก่อนเกมตามหน้าเสื่อยกให้ กลุ่มของ โชโล่ สิเมโอเน่ เหนือกว่านิดหน่อย เหตุที่ว่าเล่นในถิ่นและภาวะกลุ่มบริบูรณ์กว่า
เรอัล มาดริด มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บมากมาย แถมเมื่อใกล้เวลาลงเตะ 11 คนแรกที่ ซีเนดีน ซีดาน ประกาศออกมายังไร้เงา คาขอบ เบนเซม่า และ เซร์คิโอรามอส
รายแรก ถือว่าไม่เท่าไหร่ เพราะเกจิเห็นว่า ลูคัส บาสเกซ ระดับฝีเท้าไม่เลว แถมภาวะยังสดใหม่กว่า แต่ว่ากับ รามอส ถือว่าสร้างความหวั่นวิตกไม่น้อย เพราะส่งผลให้คู่เซนเตอร์เป็น ราฟาแอล วาราน กับ ที่นาโช่ เฟร์นานเดซ ซึ่งเป็นคู่ที่เกือบจะไม่ค่อยได้เล่นร่วมกัน แถม ที่นาโช่ เองก็ยังถูกเห็นว่ากลเม็ดเด็ดพรายยังอ่อน
คำถามแรกที่ผุดขึ้นเป็น “จะไหวมั๊ย ?” เพราะแนวรุกของ แอตเลว่ากล่าวโก ทั้งกระชุ่มกระชวยและเฉียบคม ไม่ว่าจะเป็น ยานนิค การ์ราสโก้ หรือ อองตวน กริซมันน์
ใกล้ถึงเวลาลงเตะกองเชียร์ ‘โลส โกลโชเนโรส’ เจ้าถิ่นยิ่งมายิ่งครึกครื้น เพราะด้วยสถิติก่อนหน้า 6 เกมไร้แพ้ทำให้พวกเขาเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก แฟนหมีทุกคนตั้งเป้าหมายต้องการให้ ‘เอล เดร์บี้ มาดริเลนโญ่’ หนสุดท้ายใน กัลเดรอน สิ้นสุดปิ้งสวยด้วยชัยเหนืออรินิรันดรแต่ว่าเกมกลับกลับความคาดหวัง !
หลังสิ้นเสียงนกหวีดของ เฟร์นานเดซ บอร์บาลัน หน้าแข้ง ‘ตราหมี’ พุ่งเข้าใส่โดยทันที หวังสร้างแรงกดดันให้ มาดริด ตั้งแต่เริ่ม
การเข้าบอลเร็ว วิ่งเพรสซิ่งตั้งแต่ในโซนของคู่แข่งขัน นับว่าเป็นแทคติกที่ แอตเลว่ากล่าวโก ใช้ได้ผลมาตลอด แต่ว่าคราวนี้มันแปลงเป็นอาวุธทิ่มแทงพวกเขา
จากการนั่งมอง พิจารณาได้ชัดว่าการเข้าเพรสของหน้าแข้ง ‘ตราหมี’ มันบ้าไปจากที่เคยๆมันมองร้อนรุ่ม รีบร้อนเกินเหตุ เลยส่งผลให้จังหวะเสียไปหมด แล้วหลังจากนั้นก็ให้พอดีว่า 3 แผงกึ่งกลางที่ ซีดาน ส่งลงมาสู้ เป็นชนิดเอาตัวรอดเก่ง เก็บบอลครอบครองบอลดีทั้งหมดทั้งปวง ทั้ง มาเตโอ โควาสิช,ลูก้า โมดริช และ อิสโก้
3 แผงกึ่งกลางนี้แทบจะไม่แทงอลเลย เฟิร์สทัชดี จับบอลไม่มีกระฉอก ไม่เปิดโอกาสให้ แผงกึ่งกลาง แอตเลว่ากล่าวโก เข้าชิงความได้เปรียบ แถมยังอ่านเกมดี คิดเร็วทำเร็ว
เหตุนี้เลยทำให้การบีบพื้นที่ของสมาชิก โชโล่ จะต้องจั่วลมซะเกินครึ่ง บอลถูกเปลี่ยนถ่ายจากซ้ายไปขวา จากหน้าไปหลัง อย่างรวดเร็วถูกต้องแม่นยำ ภาวะของเจ้าถิ่นไม่ได้แตกต่างกับวัวกระทิงที่กำลังโดน มาทาดอร์ ล่อลวงทอนแรง
เมื่อเอาชนะแผงกึ่งกลางของ แอตเลว่ากล่าวโก ได้แล้ว ทำให้แนวรุกอย่าง เเกเร็ธ เบล กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีพื้นที่ในการเล่น ได้บอลในตำแหน่งสวยๆอยู่บ่อยเช่นจังหวะกลับบอลและเปิดยาวของ อิสโก้ ให้ มาร์เซโล่
เพลย์นั้นถือว่าเป็นการโจมตีที่สวยและอันตราย น่าเสียดายที่ลูกครอสของฟูลแบ็กบราสิมันให้ โรนัลโด้ กระแทกเหน่งๆถูก ยาน โอบลัค เซฟไว้ได้เฉียด
ส่วนประตูขึ้นนำที่มาจากลูกฟรีคิก แม้ไม่ได้มาจากการเซตเกมโดยตรง แต่ว่าทางอ้อมนั้น เมื่อแผงกึ่งกลางของ ตราหมี เอาไม่อยู่ ก็นับเป็นการเปิดโอกาสให้แนวรุกของ มาดริด ได้ดวลตัวๆกับแผงหลังของกลุ่ม

โรนัลโด้ หรือ เบล เป็นนักเตะระดับเวิลด์คลาส หากปล่อยให้พวกเขาได้โอกาสได้เล่นกับบอลเสมอๆจะช้าจะเร็วแผงหลังก็จะต้องบกพร่อง และนั่นก็เป็นต้นเหตุของการเสียฟาวล์ในระยะอันตราย
ฟรีคิกของ โรนัลโด้ ถือว่ามีโชค เมื่อแฉลบ สเตฟาน ซาวิช ที่ยืนเป็นกำแพงเปลี่ยนแปลงปากทางเข้าประตูไป
ประตูนี้ยิ่งทำให้ เรอัล มาดริด เชื่อมั่นในตนเองมากยิ่งขึ้น และเกมก็ไปเข้าทางพวกเขากว่าเดิม สามารถที่จะเล่นกับสถานการณ์ได้หลายรูปแบบ จะเซตขึ้นไป หรือจะเล่นตอบโต้กลับเมื่อตัดบอลได้
ในพาร์ทเกมรับของ แอตเลว่ากล่าวโก โดนโจมตีจนเสียหายเพราะแผงกึ่งกลาง ‘ไล่ไม่จน’ ส่วนในพาร์ทของเกมรุกที่ยิงไม่ได้มูลเหตุนั้นเพราะความรีบรน เสียขบวนคุ้นเคย ยิ่งแผงกึ่งกลาง มาดริด ปฏิบัติงานดีด้วย คู่เซนเตอร์อย่าง ที่นาโช่ กับ วาราน ที่ถูกเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องก็แบกภาระน้อยลง ไม่ต้องเจอกับแรงกดดันเท่าไรนัก
45 นาทีแรก เห็นได้น้อยครั้งว่า แอตเลว่ากล่าวโก เซตเกมเพื่อรุกคืบไปถึงพื้นที่สุดท้าย จังหวะรุกแต่ละครั้งพวกเขาพากเพียรเร่งให้บอลถึงหน้าประตูให้เร็วที่สุด แต่ว่า…มันเร็วเกินความจำเป็น
การต่อบอลเร็วจังหวะสองจังหวะให้บอลถึงหน้าประตูคู่แข่งขัน เป็นหนึ่งในกรรมวิธีการที่ ‘ตราหมี’ ชอบใช้ แต่ว่าให้บังเอิญว่าพวกเขาร้อนรุ่มจนขาดความเที่ยงตรง ทั้ง การ์ราสโก้ ทั้ง กริซมันน์ หรือ ซาอูล มัวแต่จะพุ่งไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดจนขาดความแน่ชัดเมื่อพลาดก็โดนโจมตีตอบโต้กลับ นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ที่น่าเสียดายก็คือพวกเขาไม่ได้เรียนรู้เลยว่าเมื่อพลาดแล้ว จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ยังคงตะบี้ตะบันเร่งจังหวะอยู่เหมือนเดิม สุดท้ายแปลงเป็นว่าไปโดนฝั่งFun88มาดริด หลอกดักเก็บกินเสียหมด
ครึ่งหลัง โชโล่ แก้เกมมาดี โมเมนตั้มเริ่มขยับมาทางฝั่ง ‘ตราหมี’ มากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มมีการเซตบอล ดึงจังหวะคอยเพื่อความแน่ชัด และหาจังหวะโจมตี ซึ่งโจมตี มาดริด ก้าวหน้าแต่ว่าจังหวะไม่เป็นใจอีก เมื่อโดนบอลยาวตีโต้ และ ซาวิช ก็พลาด
เป็นจุดลูกโทษหรือเปล่า ? ในตอนที่อยู่ในสนาม สารภาพว่ามองจากระยะออกจะไกล เห็นไม่ชัดเจน แต่ว่าเมื่อกลับมามองภาพช้า ก็ถือว่า ‘ให้ได้’ ไม่น่าเกลียดชัง
เมื่อ โรนัลโด้ ซัดลูกนี้เข้าไปให้ มาดริด ฉีกหนี 2-0 ทุกสิ่งก็จบ จุดลูกโทษนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของเกมทั้งหมดทั้งปวง มันส่งผลให้ผู้เล่นมาดริดเชื่อมั่น และบ่อนทำลายกำลังใจ ‘ตราหมี’ จนหมดสิ้น
บอลระดับนี้ ลองห่างกันถึง 2 เม็ด มันยากที่จะคัมแบ็กกลับมา หากอีกฝั่งไม่ติดลูกประมาท ซึ่งจุดนี้จะต้องชม ซีดาน เลยว่าสั่งย้ำสมาชิกมาดี ผู้เล่นของ มาดริด ทำสมาธิไว้ที่เกมตลอดเวลา ไม่สะเพร่า ไม่ให้ ตราหมี ได้หาจุดเปลี่ยนแปลงของตนเองเจอ
ขณะที่เหลือเกมจึง ‘หมดสนุก’ และลูกปิดท้ายให้ โรนัลโด้ เก็บแฮตทริกได้เสร็จก็ถือว่าเป็นของแจกฟรีโรนัลโด้ กลับมาระเบิดฟอร์มได้ถูกที่ถูกเวลา ลยคำปรามาสว่าที่ว่า ‘ไปไม่เป็นในเกมใหญ่’ ได้ชะงัด
แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จะต้องยกให้ คริสเตียโน่ ซ้ำฟอร์มนัดหมายนี้ยังเป็นการต่อยอดให้นักข่าวทั่วยุโรปเทคะแนนให้กับเขาเพื่อคว้าบัลลงดอร์
แต่ว่าคนนึงที่น่าชมเชยมากมายๆเป็น อิสโก้ เขาไม่ค่อยได้รับจังหวะเท่าไรนักในปีนี้ แต่ว่าผลงานจ่ายบอลเสร็จ 91% และแย่งบอลได้อีก 7 ครั้ง พูดได้เลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้ มาดริด ชนะ
โมดริช เล่นได้ตามาตราฐาน แทงอลยาก ออกบอลชัวร์ ส่วน โควาสิช เข้าปะทะได้หนักแน่น และเอาตัวรอดเก่ง
มาดริด ถล่ม 3-0 ไม่เพียงแต่เป็นการประกาศความใหญ่โตเหนือ แอตเลว่ากล่าวโก หากแต่ว่าผลที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันของ บาร์ซ่า ที่เจ๊า มาลาก้า 0-0 ยังเป็นโบนัสให้พวกเขาทะยานนำห่าง
ขณะนี้กลุ่มของ ซีดาน เก็บไป 30 แต้มจาก 12 เกม หนี บาร์ซ่า 4 และทิ้ง แอตเลว่ากล่าวโก 9 นับว่าเป็นสถานการณ์ที่เป็นใจเป็นอย่างมาก
พวกเขาไม่ได้แชมป์ ลา ลีกา มา 4 ปีแล้ว ตั้งแต่ฤดูกาล 2011–12 ในยุคของ มูรินโญ่ ปีนี้จึงถือว่ามีความหมายเป็นพิเศษ
ส่วน โชโล่ และสมาชิกปีนี้พูดได้เลยว่าเมื่อยล้า ผลงานของเขาตกลงไปกระจ่างแจ้ง

ช่วงเวลานี้เมื่อเทียบกับปีก่อนๆนี่เป็นฤดูกาลที่ห่วยแตกที่สุดของ โชโล่
12 ครั้งแรก ฤดูกาล 2012-2013 เก็บได้ 31 แต้ม, ฤดูกาล 2013-2014 เก็บได้ 33 แต้ม, 2014-2015 เก็บได้ 26 แต้ม และ 2015-2016 เก็บได้ 26 แต้ม แต่ว่าปีนี้ 12 ผ่านมาได้แค่ 21
กระนั้นขึ้นชื่อว่าบอลยังมองกันยาวๆก็เสมือนอย่างที่ ซีดาน พูดไว้ในห้องแถลงข่าวหลังเกมว่า “กลุ่มยังแพ้อะไรเลย”

งานยากที่ปีศาจแดง

หลังการตกรอบยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยกมือสารภาพว่ามันเป็นความผิดพลาดของเขาที่ไม่สามารถทำให้นักเตะเล่นเกมรุกได้ในนัดแพ้โมนาโก ในเวลาที่ โชเซ มูรินโญ ยืนยันปัจจุบัน ''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่พร้อมลุ้นแชมป์'' เกิดอะไรขึ้นกับสองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์
ดูราวกับว่าสถานะการณ์ปัจจุบันมันเป็นไปในแนวทางของการตั้งตัว ถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเดินหน้าสองสามก้าว ทั้งสองผู้ฝึกสอนที่ได้รับการสารภาพว่าเก่งที่สุดในโลกในรอบ 10 ปีที่ล่วงเลยไป ถึงกับออกปากเช่นนั้นเอาการของ เป๊ป ก่อน
ควันหน้าจากโมนาโกพบว่า "เรือใบสีฟ้า" ยังไม่สามารถยกระดับตัวเองให้ก้าวไปยังกลุ่มที่ใหญ่กว่าพรีเมียร์ลีก แม้เป้าหมายของพวกเขาแจ่มกระจ่างยิ่งนัก กระทั่งพวกเขามี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ปัจจุบันนี้โดนเหน็บแนมว่าที่ได้แชมป์เพราะกลุ่มบาร์ซ่ากับบาเยิร์น มิวนิค มันดีอยู่แล้วมองจากตัวเลข…หลังเกมโมนาโกพบว่ามันน่าสลดหดหู่รวมทั้งท้อแท้ใจกับการทุ่มทุนสร้างของอาบูดาบี ยูไนเต็ด กลุ่ม
ครึ่งแรกเสีย 2 ประตู แถมไม่ได้ยิงสักครั้ง อย่าว่าแต้ยิงเลย เพียงแค่ทำเกมให้ขึ้นไปหน้าบ้านโมนาโกยังยาก ที่สำคัญกองหลังโชว์ความอ่อนหัดให้มองเห็น ออกลูกสะเปะสะปะ แดนกึ่งกลางสู้คนพลังหนุ่มโมนาโกไม่ได้
เป๊ป ถูกเสนอคำถามว่าสกอร์ที่เหนือกว่า 2 ลูกเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ต้องไปใช้กึ่งกลางรุก 5 คนโดยผลักภาระให้ แฟร์นานดินโญ ผู้เดียวที่เป็นตัวตัดเกม สุดท้ายมันเกิดขึ้นตรงนั้นเป็นแดนกึ่งกลางแพ้ราบคาบแดนกึ่งกลางแพ้…กองหลังยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง คือปัญหาใหญ่ของกลุ่มในปีนี้
การเสียสองประตูครึ่งแรกทำให้งานยากเกิดขึ้นแต่พวกเขาสามารถยิงตีไข่แตกหรือลุ้นตีเสมอได้ แต่ว่าจากเกมครึ่งแรกไม่มีผู้ใดคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น ทุกคนคิดว่ามีแต่จะโดนเพิ่มถ้าออกมาทรงนี้ ความเชื่อมั่นมันก็สวนทางกัน…ซิตี้ ต้องกลับมาพีคสุดๆไม่อย่างนั้นโดนถล่มเละ
เกมมองดีขึ้นแต่กว่าจะได้ยิงก็ขว้างเข้าไปนาทีที่ 65 โน่นเป็นจังหวะแรกที่ ซูบาซิช ได้เซฟ ก่อนที่จะ ซาเน จะยิงประตูตีไข่แตก อันเป็นประตูสำคัญ 2-1 หากว่ากันตามจริงครึ่งแรกเกมดีขึ้นผิดหูผิดตา พร้อมยิงคืนได้ตลอด
แต่สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือกองหน้าดันไม่คมอีก…ใช้โอกาสสิ้นเปลือง กว่าที่ ซาเน จะยิงตีไข่แตก รวมทั้งหลังจากนั้นเป็นต้นมาเป็นหน้าที่กองหลังที่ไม่ได้ช่วยคุ้มครองอะไรเลย โดน 3-1 ที่เป็นประตูสำคัญส่งโมนาโก เข้ารอบ 8 กลุ่มสุดท้ายจากผลบวก 6-6 ที่ได้จากยิงนอกบ้าน 2 ประตู
ประเด็นเป็นเกมรุกยังเพียงพอวางใจได้ว่าดี แต่เพียงพอเกมรับซึ่งยังไม่ปรับปรุงรวมทั้งพร้อมเสียประตู มันทำให้แมนฯซิตี้ ล้มเหลว รวมทั้งเมื่อมองภาพรวมๆรุกพอได้ แดนกึ่งกลางถ้าอย่างนั้นๆไม่แน่น ไม่ปึ้ก หลังพร้อมเสียเรือใบสีฟ้า ก็เลยเป็นกลุ่มที่คล้ายๆกับลิเวอร์พูลเป็น…."ขาดสมดุล" ในกลุ่มไป
รับห่วย รุกพอใช้ได้ แบบนี้โอกาสบรรลุเป้าหมายมีจำกัด ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่พวกเรามองเห็นเป็นราวๆนี้ ลุ้นพื้นที่ชปล. แต่ลุ้นแชมป์อาจยาก เพราะความสมดุลของกลุ่มไม่มี มันขาดสาระสำคัญในกลุ่มไป เหมือนกับกลุ่มที่รับดี…แต่รุกไม่สบโอกาสบรรลุเป้าหมายลดน้อยลง
เป๊ป สารภาพหลังเกมแพ้โมนาโกว่าเขาไม่สามารถทำให้สมาชิกเล่นแบบดุดัน ก้าวร้าว รวมทั้งมีเกมรุกที่ดีเพียงพอในการชนะโมนาโก เขารับผิด ไม่โทษนักเตะ แต่เชื่อว่าในใจคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกกาชื่อทิ้งในซัมเมอร์หน้านี้แน่นอน
แผงหลังตอนนั้นอยากฟูลแบกใหม่เพื่อมาเพิ่มเติมไฟในการเล่น ไม่ใช่ชุดเดิมอย่าง ซาบาเลต้า, คิลชี, โคลาคอยฟ หรือจนถึงเซนเตอร์ฮาล์ฟอย่าง ออตาเมนดี้ ก็ไม่ใช่เซนเตอร์มีเกรดอะไรล้นหลาม แม้จะติดกลุ่มชาติอาร์เจนติเตียนน่าก็ตาม

แผงหลังนี่ยกแผง …จอห์น สโตน เองก็ต้องเล่นกับเซนเตอร์ที่มีระดับกว่าเขา ถ้าคาดหวังให้เขาคุมหลังผู้เดียวปัจจุบันนี้ กระดูกบอลไม่ถึง ในยุโรปนี่ชัดเลย มีปัญหาในการเล่นเกมขั้นสูง ในเวลาที่แดนกึ่งกลางขาดตัวตัดเกมคุณภาพไป
แนวรุกนับว่าพอได้ ชุดนี้ ทั้ง กุน อเกรโร , ซาเน, ราฮีม ยังมีโอกาสปรับตัวเองได้ ที่ดีเป็นส่วนตัวเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ในเวลาที่ ซิลบา ปีต่อไปจะยิ่งโรยหนักกว่านี้
ดูแล้วอ่อนแรง…มันเป็นงานใหญ่สำหรับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในการทำกลุ่มให้ยิ่งใหญ่ในแถวหน้าของแวดวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวไปครองแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกให้แมนฯซิตี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการสร้างแบรนด์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้หนักแน่น
จากเพื่อนบ้านเสียงดังมายังเพื่อนบ้านที่มองเฉยๆไม่ฮือฮาเสมือนช่วงซัมเมอร์ ที่มีหวังล้นหลามหลังการตั้ง โชเซ มูรินโญ คุมกลุ่ม
ปัจจุบันแม้เข้ารอบ 8 กลุ่มสุดท้ายบอลยูโรปา ลีก รวมทั้งเหลือถ้วยเดียวที่ได้ลุ้นอย่างเป็นรูปธรรม มูรินโญ ให้สัมภาษณ์กับ แกรี ลินิเกอร์ พิธีกรรายการ "พรีเมียร์ลีก โชว์" ทางช่องสถานีวิทยุกระจายเสียงบีบีซี นานัปการประเด็นที่สำคัญสุดเขากล่าวว่า "พวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"คมกริบสำหรับประโยคนี้ รวมทั้งมันไม่ต้องขยายความว่าอะไรถึงแม้ว่าจะล้นหลาม
"ผมคิดว่าพวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการมีไว้ในครอบครองยุทธจักรบอลอังกฤษ พวกเรายังไม่พร้อมที่จะอุตสาหะ, ชนะทุกเกม มันยังมีช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานตามธรรมชาติของกลุ่มยักษ์ใหญ่ รวมทั้งสิ่งที่พวกเราเป็นอยู่จริงๆปัจจุบันนี้"มันยากขึ้นกว่าเดิม มันไม่เหมือนกับ 10-20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง"
ผมว่าเขาสะท้อนอะไรได้แจ่มกระจ่างในเรื่องนี้ เขากำลังติดต่อกับแฟนแมนฯยูฯ ที่เต็มไปด้วยความหวังขั้นสูงรวมทั้งต้องอุตสาหะทำตัวแบบจมให้ลง เพราะมันจะอยู่ในข่ายแปลงเป็นแฟนลิเวอร์พูลที่รู้สึกอย่างนั้นมาตลอด 26 ปี หลังจากได้แชมป์ลีกครั้งสุดท้ายปี 1990อีกประโยคเด็ดหนึง่ที่สำคัญเป็น "ผมมาดำเนินงานกับสมาคมที่น่าเสียใจ"อันนี้ว่าผู้ใดนะ…ทดลองอ่านกันมอง เอาสำคัญๆเป็นเขาพูดว่า "ถ้าเป็นผมจะไม่ขาย อังเคล ดิ มาเรีย, ชิชาริโต้ รวมทั้ง แดนนี เวลเบค"
เชื่อว่าสามคนนี้บางทีอาจได้รับความรู้สึกเชิงขัดแย้งจากแฟนผีแน่นอนเพราะ ดิ มาเรีย มาในช่วงที่กลุ่มตกลงไปจากเดิม ในเวลาที่ เวลเบค ก็ไม่ได้รับความรู้สึกชื่นชมยินดีล้นหลามนัก ส่วนชิชาริโต้ นั้นน่าจะเป็นขวัญใจอยู่แต่ว่าเชิงแทกติเตียนกแล้ววิธีขาย เวลเบค รวมทั้ง ชิชาริโต้ ออกไปมันเป็นคุณขาดกองหน้าตัวจบสกอร์
ส่วน ดิ มาเรีย นั้นเป็นนักเตะที่ มูรินโญ พอใจ รวมทั้งเป็นนักเตะคนแรกที่เขาซื้อไปร่วมกลุ่มเรอัล มาดริด รวมทั้ง ดิ มาเรีย ก็กลับไปสู่ฟอร์มทอปของเขาอย่างเดิมกับกลุ่ม เปแอสเช เชื่อว่าถ้า มูรินโญ อยู่กับกลุ่มเร็วกว่านี้เขาก็ซื้อมาร่วมกลุ่มรวมทั้งใช้งานเป็นตัวเดินเกมให้แนวรุก
ส่วนนักเตะที่ มูรินโญ ไม่เอ่ยชื่อว่า ถ้าเป็นเขาจะไม่ซื้อมาร่วมกลุ่ม ซึ่งพวกเราเองสามารถเดาได้ไม่ยากเพราะจากสิ่งที่เขาปฏิบัติในสนามแข่งรวมทั้งการจัดกลุ่มลงเล่นทุกอาทิตย์เพียงพอจะนำชื่อมาเฉลยกันได้ไม่ยากมูรินโญ มีมารยาทรวมทั้งมืออาชีพมากพอที่จะไม่เอ่ยถึงรวมทั้งมันไม่สมควรกล่าวถึง แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่แฟนผีก็เดาได้ไม่ยาก
สิ่งที่ผมเชื่อว่าแฟนผีรวมทั้งแฟนบอลทั่วๆไปต้องพอใจกับการให้สัมภาษณ์ในประโยคต่อมาพร้อมกับ ลินิเกอร์ ว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสมาคมที่มีความโหฬารมาก ไม่จำต้องไปแชมเปี้ยนส์ ลีกเพื่อเย้ายวนใจนักเตะมาร่วมกลุ่ม"
เขากล่าวถึง…อิบราฮิโมวิช ควรอยู่กับ ปารีส, ป๊อกบา ควรอยู่กับยูเวนตุๆส รวมทั้ง มคิทาร์ยาน ควรอยู่กับดอร์ทมุนด์ถัดไปถ้านักเตะนึกถึงเรื่องการเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก รวมทั้งเขาเองรู้สึกแฮปปี้มากๆถ้านักเตะตัดสินใจไม่ย้ายมาเพราะกลุ่มไม่ได้ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เขาจะดีใจมาก ที่ไม่ได้นักเตะแบบนี้มาร่วมกลุ่ม
เอาง่ายๆว่า นักเตะจะต้องมีใจมาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด ด้วยเงื่อนไขเดียวเป็นเพราะนี่เป็นแมนฯยูฯ ไม่ใช่กลุ่มที่ต้องไปเล่นชปล. หรือมีโอกาสไปเล่น
จริงครับผม…การพูดแบบนี้ไม่ใช่เอาใจหรือเพียงแค่ให้เกียรติ แต่มันเป็นแนวทางการทำงานของ มูรินโญ รวมทั้งผมเชื่อว่าผู้ฝึกสอนทุกคนต้องมีแนวทางแบบนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็อาจไม่ได้อยากนักเตะที่มาเล่นกับกลุ่มเพื่อ "เงิน" , เกียรติศักดิ์ หรืออะไรนักเตะจะมาเล่นกับกลุ่มนี้เพื่อ "สมาคมแห่งนี้"
มันยังไม่หมดสมัยหรอก…เพราะในที่สุดแล้วกลุ่มที่ใช้เงินทุ่มซื้อนักเตะก็จะใช้เงินซื้อนักเตะตลอดระยะเวลา ไม่สามารถดึงนักเตะที่มีความรู้ความเข้าใจรวมทั้งมีจิตใจต้องการบรรลุเป้าหมายกับกลุ่มมาร่วมกลุ่มได้ ปัญหาของสองกลุ่มจากเมืองแมนเชสเตอร์ นั้นคนละแบบ
ในเวลาที่ เป๊ป กล่าวว่าไม่สามารถทำให้นักเตะเล่นเกมตามที่เขาอยากได้ รวมทั้งกลุ่มอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในซัมเมอร์ มันก็คล้ายๆกับ มูรินโญ เพียงแต่ มูรินโญ มีแนวทางการทำงานของเขาที่ยืนยันอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า
"แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากนักเตะที่มีใจต้องการมาเล่นให้แมนฯยูไนเต็ด โดยมีเงื่อนไขเดียวเพราะนี่เป็นแมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด"       

ลุ้นกันไปกับไก่เดือยทอง

ทอตแน่มฮอตสเปอร์ ฟอร์มรุนแรงในปี 2017 จริงๆ
ชัยชนะต่อวัตฟอร์ด ปัจจุบัน 4-0 ช่วงหัวค่ำวันเสาร์ทำให้ช่องว่างต่ำลงเหลือ4 ปลดปล่อยให้เชลซีกดดันนิดนึงตอนกลางดึก เมื่อจะต้องเยือนบอร์นมัธ
ชัยชนะปัจจุบันคือแต้มที่ 32 จากชัยชนะ 10 เสมอ 2 แพ้ 1 ตั้งแต่แมื่อม.ค.เป็นต้นมาแล้วก็ตารางชั้นของพวกเขาคือผู้นำฝูงในช่วงนี้…ว่ากันอย่างนั้นได้คำถามคือว่า…แล้วมันจะทันมั้ยนะครับเนี่ย
ในความรู้สึกแฟนไก่ยังคงมีความหวังอยู่…แต่ในสนามบอลเมื่อมองไปยังเชลซี ที่นานๆสะดุดสักหนึ่งครั้ง พวกเขาแทบไม่พลาดในการเก็บชัยชนะ ที่สำคัญอย่าว่าแต่แพ้เลยนะครับหลุดไปเสมอนั้นยังนานๆครั้งด้วยผลงานของพวกเขาส่วนใหญ่คือชนะ เกมปัจจุบันก็เช่นเดียวกันนี่คือเกมลำดับที่สามหลังจากแพ้คริสตัล พาเลส คาบ้าน พวกเขากลับมาชนะรวดสองนัดหมายทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่จุดหนึ่งที่เชลซีพอมีปัญหาให้เราเห็นคือช่วงหลังเสียประตูหลายครั้งนะครับ
อันนี้จะต้องมองว่า 7 นัดหมายในที่สุด อันโตนีโอ คอนเต้ จะปรับกลุ่มอย่างไรเพื่อให้ลดการเสียประตู และลดแรงกดดันของกลุ่มลงเชลซี ยังถือถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกในมือแล้วก็เป็น title to loseทั้งหมดทุกอย่างอยู่ในการควบคุมเกมของพวกเขาทั้งนั้น ฉะนั้นทอตแน่มฮอตสเปอร์ มีหน้าที่ชนะไปเรื่อยๆเพื่อรอดูสถานะการณ์
สิ่งหนึ่งที่แฟนไก่ปลาบปลื้มคือผลงานของกลุ่มที่เกิดขึ้นเวลาที่กลุ่มชุดแรกมีปัญหาทั้งเจ็บแล้วก็ฟอร์มหลุดไปบ้าง ตั้งแต่แนวรับจนกระทั่งกองหน้า มันดีเยี่ยม
คู่ฟูลแบกเกมปัจจุบันเป็น เบน เดวิส กับ คีแรน ทริปเพียร์ คู่กึ่งกลางเป็น เอริก ถางเอ้อร์ กับ เดมเบเล ศูนย์หน้าใช้ วินเซนต์ แยนเซน แทน แฮร์รี เคน ที่พึ่งหายเจ็บกลับมามีชื่อเป็นตัวสำรอง แล้วก็ช่วงที่เดี้ยงนั้น สเปอร์ส เก็บแต้มตลอด
เฉพาะในไวท์ฮาร์ทเลนนี่ปัจจุบัน 11 ครั้งต่อๆกันแล้วที่ชนะ เคยทำเป็นดีเยี่ยมที่สุด 14 นัดหมายเมื่อปี 1987 ในสมัยของ เดวิด พลีธ เป็นผู้จัดการกลุ่ม แฟนไก่รุ่น "แมวเพชร" จะต้องนึกออกเป็นอย่างดี ด้วยเหตุว่าสเปอร์สคือกลุ่มที่มีทั้งผจก. แล้วก็นักฟุตบอลตัวทอปของแวดวงมาเล่นด้วย
เรย์ เคลเม้นส์ เฝ้าเสา แกรี แมบบัตต์ คุมข้างหลัง กับ แกรี สตีเว่นส์ กองกลางก็ เกลน ฮอดเดิ้ล ปีกอย่าง คริส วอดเดิ้ล ดาวยิง ไคล์ฟ อัลเลน ที่นับว่าเป็นหนึ่งในดาวซัลโวระดับทอปของลีกเคียงคู่กับ เอียน รัช, แกรี ลินิเกอร์ ชุดนั้นมีกองหน้ากลุ่มชาติเบลเยียมด้วยนะ…สเปอร์ส ไม่ขาดนักฟุตบอลเบลเยี่ยมในกลุ่มคนใดนึกออกบ้าง…..
คิดดูว่าตัวทอป ตัวพ่อของแวดวงบอลมารวมตัวกันในกลุ่มสเปอร์ส เพียงขาดเพียงแค่แชมป์ลีกเท่านั้น ด้วยเหตุว่าไปไม่ถึงจริงๆ
ในลอนดอนก็เลยตกใต้ร่มเงาของอาร์เซนอลแล้วก็เชลซี ตอนนี้….มันสมควรจะถึงเวลาของพวกเขาแล้ว ผมเองก็แอบเอาใจช่วยอย่างเงียบๆว่าเมื่อไรจะถึงเวลาทองของสเปอร์ส ซะหน
ในสมัยของ เมาริซิโอ โปเชตติเตียนโนแฟนสเปอร์ส พอจะมีความฝันถึงแชมป์ได้นะครับ มันไม่ใช่เรื่องไกลเกินไป ปีที่ผ่านมา พวกเขาก็พลาดตกม้าตายช่วงท้ายซีซั่นปล้อยให้เลสเตอร์ ซิตี้ ได้แชมป์มหัศจรรย์ ของลีกไปครอบครองเช่นเดียวกันนะครับ…การพัฒนากลุ่มไก่กระทงของ พอช มันมีความก้าวหน้า
นักฟุตบอลชุดนี้เล่นเข้าขากันเจริญ ขาดเพียงแค่บางนัดหมาย บางเกม ที่จะต้องชนะ ไม่ว่าจะเจอกับกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็ก มันมีเพียงแค่บางนัดหมายที่พวกเขาหลุด จนทำให้การไล่ล่าแชมปฺ์เมื่อปีที่ผ่านมา แล้วก็ปีนี้ ขาดช่วงไปจริงๆถึงจุดนี้กลับมาห่าง 7 แต้ม แต่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะยกเลิกความฝัน เมื่อมันยังไม่สิ้นเสียงนกหวีดนัดหมายที่ 38 ยังได้ลุ้นกันต่อ

เกมนัดหมายปัจจุบัน โปเชตติเตียนโน จัดกลุ่มตามแทกติเตียนก แล้วก็ "แนวความคิด" ของเขาแน่ชัดเมื่อวิเคราะห์ฟอร์มคู่ปรับอย่างวัตฟอร์ด ที่มาเน้นรับแน่นอนๆไม่เสียประตูมาสองเกมติดต่อกัน ทางด้าน วอลเตอร์ มาสซารี อาจไม่มีแผนอื่นใด มาไวท์ ฮาร์ท เลน
ฉะนั้น วินเซนต์ แยนเซน ก็เลยจะต้องรับบทบาทกองหน้าตัวเป้า ค้ำกับกองกลางวัตฟอร์ด ที่อาจยืนออกันหน้าเขตโทษ แน่นไปหมด แล้วตัวรุกสามคนที่ส่งเสริม แยนเซนหมายถึงคริสเตียน เอริคเซน, เดลเล อัลลี แล้วก็ ซอน เฮือง ไม่น จะรอช่วยทำเกมดินแดนในที่สุด
แยนเซน บางทีอาจจะถูกเหน็บแนมว่า…กองหน้าไร้สกอร์ ด้วยเหตุว่าพึ่งยิงได้ประตูเดียวจากจุดโทษด้วย แม้เขาเป็นดาวซัลโวมาจากพรีเมียร์ลีกของเนเธอร์แลนด์ แต่อาจไม่ช่วยอะไรถ้าเกิดไม่สามารถที่จะปรับนิสัยเข้าระบบของสเปอร์สได้น่าเห็นใจ…เมื่อเขามาร่วมกลุ่มเดียวกันกับ แฮร์รี เคน ที่รุนแรงอยู่แล้ว
เกมนี้ แยนเซน ปฏิบัติหน้าที่ค้ำ บางทีอาจเป็นตัวหลอก ให้ 3 ตัวรุกไก่จู่โจม หรือเป็นตัวเป้าเข้าทำ ถ้าเกิดมองจากเกมที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุว่าเขาสามารถเก็บบอล บังบอล เล่นกับ เอริคเซน ได้ มีจังหวะพลิกบอลเข้าไปยิงระยะ 7-8 หลานั่นเจ้ากรรมบอลไปติดเท้า โกเมส ซะอีกก่อนสเปอร์สได้ประตู แยนเซน ได้โอกาส 3 ครั้งที่น่าจะมีรายนามเป็นผู้ทำคะแนน แต่เขาก็พลาดไปหมด …คือไม่มีคำแก้ตัว ศูนย์หน้า จะต้องยิงประตู จะสร้างโอกาส หาโอกาส อะไรก็แล้วแต่ หรือสามารถติดต่อประสานงานกันเพื่อนพ้องๆเจริญ
นี่เป็นปัญหาของ แยนเซน แต่สำหรับเกมนี้เขาคือแผนของ โปเชตติเตียนโน แล้วก็เขาสบโอกาสนั้น เขาจะต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ แต่เขาก็ทิ้งมันไปอีก
แยนเซน บางทีอาจจะทิ้งโอกาสทองไป…แต่แนวความคิดของ พอช เวิร์ค ในมุมลำดับที่สามตัวรุกข้างหลัง แยนเซน ปฏิบัติหน้าที่ได้ค่อนข้างดี สลับหมุนวนกันวิ่งไปมาหน้าเขตโทษวัตฟอร์ต จนได้โอกาสยิงประตู โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกยิงของ เดลเล อัลลีงดงามเป็นอย่างมาก
รับบอลจาก ซอน เฮือง ไม่น หน้าเขตโทษ แล้วปั่นโค้งแทงสามเหลี่ยมบน มันทำให้วัตฟอร์ด เองเล่นยากขึ้นแล้วก็สเปอร์สเล่นง่ายขึ้น ก่อนจะโดนลูกสองจากนอกเขตอีก เอริก ถางเอ้อร์ แล้วก็ปิดด้วย ซอน เฮือง ไม่น นอกเขตโทษอีก
แผนของ พอช มันเวิร์ค เมื่อใช้ แยนเซน ค้ำใน กองหลังยืนชิดเส้น 18 หลา ดินแดนกึ่งกลาง ถอนลงมาคุมโซน จ้อง รอดัก ไม่มาร์คกิ้ง หรือเข้าบอล ทำให้ สามพลังรุกไก่ สบโอกาสเล่นกับบอลจำนวนมาก
ไม่ต้องเซตเข้าในแล้ว ด้วยเหตุว่า แยนเซน ยืนค้ำสะกดกองหลังไม่ให้ เดินขึ้น ฉะนั้นประตูจากนอกเขตโทษทั้งสามลูกในครึ่งแรกรับรองแผนการณ์ของ โปเชตติเตียนโน หมดแล้ว ลูก 4 แล้วก็การลงในสนามของ แฮร์รี เคน คือของฟรีว่าประสิทธิภาพของสเปอร์ส ตอนนั้น โอเคเลย คล้ายกับเชลซี
ตัวเจ็บ มีผู้แทน เปลี่ยนแปลงแผน ยืดหยุ่นได้ สลับนักฟุตบอลบางตำแหน่งโดยไม่เสียหายหรือส่งผลกระทบต่อเกมการเล่น น่าเสียดายเพียงแค่ว่า…พวกเขาชอบหลุดในขณะเข้าได้เข้าเข็ม แบบว่าจักจี้ติดๆมาแล้วสะดุดซะงั้น
ถ้าเกิดมองจากผลงานตั้งแต่ระยะแรกของซีซั่น 6-7 ครั้งแรกยังตามผู้นำฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต้มเดียว แต่ผ่านถึงนัดหมายที่ 12 เชลซี ขึ้นครอบครองผู้นำฝูง พวกเขาอยู่ที่ 4 แล้วก็มีแต้มตามเชลซี 4 แต้ม นั่นคือใกล้เชลซีที่สุดจนกระทั่งช่วงหัวค่ำวันเสาร์ก่อนหน้านี้ก็ 4 แต้มแต่หลังจากเชลซีบุกเชือดบอร์นมัธ นิ่มๆความห่างกลับไปที่ 7 แต้มอย่างเดิม

ถ้าเกิดจะมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับเชลซี ไม่ต้องแพ้ 3 ใน 7 หรอกนะครับ ผมว่าลุ้นอย่างนั้นยากเกินแล้วก็มหัศจรรย์เกินไปถ้าเกิดเชลซีจะแพ้คนใด 3 นัดหมายใน 7 นัดหมายในที่สุด เอาเพียงแค่เสมอสักสามนัดหมาย ผมว่ายังง่ายดายเสียยิ่งกว่าแล้วก็มีทางเป็นได้
ผลเสมอสามนัดหมายบางทีอาจคลอนแคลนต่อตำแหน่งผู้นำฝูงแน่ๆ ด้วยเหตุว่ามันจะหายไป 6 แต้ม แต่ขณะดังที่กล่าวมาแล้ว ไม่รู้ล่ะช่วงไหน สเปอร์สจะต้องชนะรวด แต้่มห่าง 1 เมื่อไร ก่อนปิดซีซั่นสักสองสามนัดหมายผมว่า…แฟนไก่ จะได้ลุ้นมากกว่านี้
ไม่ต้องลุ้นให้เชลซีแพ้ ลุ้นให้แต้มเชลซีหายไปนัดหมายละ 2 จากผลเสมอ ผมว่าง่ายดายเสียยิ่งกว่า แล้วก็โอกาสจะเปิดกว้างกว่านี้ แต่เมื่อห่างกัน 7 แม้มองยากแต่ยังคงมีความหวังอยู่นะครับ มิได้ไกลซะทีเดียว ขั้นต่ำพรีเมียร์ลีกมีอะไรให้ตื่นเต้นอยู่บ้างสเปอร์ส ก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองคือชนะในเกมถัดไป อย่างน้อยที่สุดในสมัยของ เมาริซิโอ โปเชตติเตียนโน แฟนไก่เดินยืดได้แถวเซเวนส์ ซิสเตอร์ได้มากกว่าแฟนปืนแชมป์หรือไม่อีกหนึ่งเรื่อง…แต่ณ จุดนี้มันคือความก้าวหน้านะครับ
สเปอร์ส ซื้อนักฟุตบอลเสริมกลุ่มจริงแต่ไม่ทุ่มทุนบ้าเลือดราวกับกลุ่มใหญ่ พวกเขาได้ส่วนประกอบที่ลงตัว โค้ชก็คนหนุ่มไฟแรงที่รอเวลาเพิ่มเติมความสำเร็จให้เป็นรูปธรรม จากหนทางที่เดินมาถูกแล้ว
ช่วงต้นซีซั่นไปเสียรังวัดเสมอง่าย และไม่เก็บชัยชนะตลอด ทำให้การลุ้นแชมป์ก็เลยขาดๆเกินๆมาถึง 7 นัดหมายในที่สุด ก็จะต้องลุ้นถัดไปนะครับ

11 นัดสุดท้าย

เสียงแผดเสียงแฟนบอลเชลซีดังสนั่นสนามโอลิมปิก ''พวกเรากำลังจะได้แชมป์ลีก''

แม้ อันโตนีโอ คอนเต้ ไม่เห็นด้วยและยังไม่หวั่นไหวกับสิ่งนี้ "ผมยังไม่คิดไกลขนาดนั้น ขอ 26 แต้มที่เหลือนั่นคือจุดหมาย"

บอกอย่างงี้คือพร้อมเป็นแชมป์นั่นแหละขอรับ

เชลซีเปิดศึกลอนดอน ดาร์บี้ อันเป็นเยี่ยมในเหตุผลที่ว่าเพราะอะไรทีมจากลอนดอนมักมีปัญหาเรื่องการลุ้นแชมป์ลีก เนื่องจากพวกเขามีทีมตัดแต้มอย่างต่ำปีละ10 นัด

เพื่อนพ้องๆในลอนดอนมีมาตรฐานระดับที่ค่อนข้างไม่ดีทีเดียว พร้อมตัดแต้มได้ทุกครั้ง จะในหรือนอกบ้านเรียกว่ามันคืองานยากสำหรับการลุ้นแชมป์ของทีมในลอนดอนสักทีมหนึ่ง เว้นเสียแต่พบศึกนอกเมืองแล้ว ในเมืองนี่แหละสำคัญไม่แพ้กัน

เชลซี เป็นทีมที่ทำสถิติชนะในลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ เยอะที่สุด 118 ครั้ง เยอะที่สุดในบรรดาทีมร่วมมหานครใหญ่ มากกว่าอาร์เซนอล 1 นัด แล้วก็นี่อาจเป็นเหตุผลหลักยุค โชเซ มูรินโญ เข้ามาปฏิบัติงาน

จัดการเก็บคะแนนลอนดอน ดาร์บี้ ซะก่อน

เวสต์หมูแฮม, อาร์เซนอล, สเปอร์ส, คริสตัล พาเลส คราวก่อนมีฟูแล่มแถมมาอีก ขณะนี้ทีมลอนดอนในลีกสูงสุดมี 5 ทีมและก็เชลซีด้วย ฝั้งเหนือก็สเปอร์ส, อาร์เซนอล ฝั่งทิศตะวันออก เวสต์หมูแฮม ตะวันออกเฉียงใต้ คริสตัล พาเลส

ส่วนวัตฟอร์ด ไม่ใช่ทีมจากลอนดอน….เป็นเมืองเล็กๆอยู่ติดลอนดอนภาคเหนือ ไม่ไกลจากเวมบลีย์ จะบอกว่าเป็นคล้ายรังสิต คงจะนึกภาพออกครับ

ดังนั้น 8 นัดใน 4 ทีมที่จำเป็นต้องพบคือ 24 แต้ม

เชลซี เก็บแต้มยากจากลอนดอน ดาร์บี้แล้วทั้งปวง 15 แต้มจากชัย 5 แพ้ 2 เป็นแพ้อาร์เซนอล 0-3 แพ้สเปอร์ส 0-2 แม้กระนั้นแพ้สองทีมนี้พวกเขาก็วนกลับมาชนะ พอๆกับมิได้ไม่เสีย ส่วนอีกสามนัดหมายชนะพาเลส, เวสต์หมูแฮม ไปกลับ เหลือเกมสุดท้ายในลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ จะยากหรือง่ายสังกัดแต้มที Tagged

แข่งเดือด หงส์แดง vs ไก่

บิ๊กแมตช์คงจะสุดสัปดาห์นี้…คงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าการฉกฉวยสามคะแนนเพื่อพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ระหว่างลิเวอร์พูลกับสเปอร์ส
ภายใต้แรงกดดันคนละแบบสองแบบ
แน่ๆครับผม…ในทางทฤษฏีเราสามารถอ้างได้ว่าสองทีมนี้ยังมีความหวังอยู่บ้างในการลุ้นแชมป์ แต่ในทางปฏิบัติ ในทางความรู้สึก ในทางประสบการณ์ของแฟนบอลและก็งานข่าวสาร มั่นอกมั่นใจได้ว่า สเปอร์สกับ ลิเวอร์พูล ถูกตัดชื่อออกไปจากสาระบบการลุ้นแชมป์เป็นระเบียบแล้ว
แม้เหลืออีก 14 นัดแล้วก็นัดปัจจุบันด้วย…แต่เชื่อเถอะว่า จนถึงแฟนหงส์เองยังสั่นหน้า แฟนไก่รู้สึกถอดใจกับทั้งช่องว่างที่ห่างและก็ฟอร์มของเชลซี "จ่าฝูง" ที่ยังคงเส้นคงวา ไม่พลาดท่าอะไรกล้วยๆ
มีแต่สิงห์บลูจะมุ่งหน้าเข้าพบแชมป์ขึ้นทุกอาทิตย์
โอเคครับผม…มาว่ากันถึงเกมบิ๊กแมตช์ระหว่างลิเวอร์พูลกับสเปอร์สที่แก่งแย่งสามคะแนนเพื่อพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก ถามคำถามว่าผู้ใดกันแน่หนักกว่ากันมันคนละแบบ
หงส์แดง บางทีอาจจะหนักในแง่ที่ว่าก่อนลงในสนามพวกเขาได้โอกาสร่วงไปอยู่อันดับ 6 เนื่องจากว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับ 6 จี้มาเหลือ 1 คะแนน พวกเขาลงในสนามก่อนเจอกับวัตฟอร์ด ถ้าหากว่าเก็บสามแต้มได้ ซึ่งมั่นใจว่าโอกาสเก็บสามแต้มนั้นมีแน่
"ซาตานแดง" จะแซงขึ้นอันดับ 5 หรือดีมากกว่านั้นคืออันดับสี่ถ้าหากอาร์เซนอลในช่วงหัวค่ำดันแพ้ฮัลล์ สิตี้ ติดอยู่บ้าน
ถึงจุดนี้ฟุตบอลเป็นศาสตร์ที่พัฒนาต่อไปได้เสมอกัน สามารถแพ้ชนะกันได้ในเกมเลย ไม่มีใครเหนือชั้นกว่าเป็นรองมากเท่าไรนัก ทีมขนาดเล็กพร้อมสุ้ พร้อมฝ่าเพื่อความมีชัย เพื่อสามคะแนนกับทีมใหญ่ แม้ไม่เหนือกว่ามากเท่าไรนัก วางแทกติเตียนกมาแล้วใช้ได้ผล
พวกเขามีสิทธิ์ชนะในเกมเหมือนกัน
จุดที่ทีมขนาดเล็กจะเป็นรองทีมใหญ่มีเรื่องเดียวคือ "ความคงเส้นคงวา" อันมีสาเหตุมาจากสมรรถนะของทีมแนวลึก ที่คงจะรักษาฟอร์มที่ดีแบบนานๆมิได้ อันนี้คือความแตกต่าง แต่ถ้าหากเทียบเคียงกันเฉพาะแมตช์ต่อแมตช์ แค่ 90 นาที
ราวกับเกมบอลถ้วย ราวกับเอฟเอ คัพ แพ้ตกรอบ ชนะไปต่อ วางแทกติเตียนกแบบงี้ทีมเล็กชนะทีมใหญ่ได้เหมือนกัน
ตัวอย่างมีให้มองเห็นแล้วทั้งกับสเปอร์ส, อาร์เซนอล, แมนฯยูฯ จนถึงลิเวอร์พูลที่โดนทีมเล็กท้ายตารางสอยมาหลายทีมแล้ว
นี่คือฟุตบอลยุคโมเดิร์น ที่ศาสตร์ฟุตบอลพัฒนาจนกระทั่งสามารถเอามาใช้เพื่อแพ้ชนะกันได้ในเกมเดียวกัน แต่ถ้าหากจะบอกถึงเกมระยะยาวทั้งซีซั่น ตรงนี้แหละครับผมที่แยกระดับของทีมได้กระจ่างแจ้ง และก็เราก็มองเห็นกัน…
คราวนี้เมื่อทีมใหญ่มาเจอกัน… หรือทีมขนาดใหญ่ ที่มีเป้าใหญ่กว่าทีมเล็กมาเจอกัน จะออกมาแบบไหนดี

เริ่มที่ ลิเวอร์พูล กำลังประจันหน้ากับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญในยุคของ พบร คลอปป์ ถึงขั้นโดนสื่อเอาตัวเลขที่เขาปฏิบัติงานใน 54 เกมแรกไปล้อเลียนว่าไม่ต่างอะไรจากยุค เบรนดัน รอดพบร์ส คุมสักเท่าไหร่

อีกทั้ง…นับตั้งแต่ปี 2017 เริ่มเปิดศักราชมาพวกเขาราวกับเป็นปีชง…ยังแพ้ผู้ใดกันแน่ในพรีเมียร์ลีก แถมแพ้ในแอนฟิลด์ติดต่อกัน แล้วก็ผลงานที่ชั่วร้ายที่สุดนับตั้งแต่หมดยุคของ รอดพบร์ส ที่สำคัญเป้าหมายที่ฝันกันเอาไว้…

พังทลาย (ยกเว้นผม ที่ไม่เคยคิดตั้งแต่ทีแรกว่าหงส์มีลุ้นแชมป์)

เอาดีๆนะ

พบร คลอปป์กับทีมบริหารเองวางเป้าไว้ที่ 4 ตั้งแต่ทีแรก แต่พอ 13 นัดแรกหรือหนึ่งในสามของระยะทางพวกเขาทำแต้มนำจ่าฝูงและก็ทำตัวเป็นทีมที่ได้โอกาสลุ้นแชมป์ มันก็เลยสร้างความคาดหวังให้กับแฟนหงส์และก็สื่อมวลชนสายหงส์ที่เมอร์ซีย์ไซด์

go so big อะไรราวนั้น

มาถึงจุดนี้….ถ้าหากจะถามคำถามว่าลิเวอร์พูลเล่นต่ำลงมากยิ่งกว่ามาตรฐานอะไรมั้ย ผมรู้สึกว่ามันคงจะไม่ใช่แล้วละครับ เนื่องจากว่าความจริงๆคือมันมาตรฐานเดิมที่เคยมีนั่นแหละ และก็จุดหมายเดิมคือลุ้นที่ 4 ซึ่งก่อนเปิดซีซั่นหงส์คือเต็ง 6 ครับ

ว่ากันตามตรง…อย่างที่เราทราบกัน แมนฯสิตี้, แมนฯยูฯ, เชลซี, อาร์เซนอล, สเปอร์ส และก็ลิเวอร์พูล มันถูกคาดคะเนและก็เรียงเอาไว้แบบงี้อยู่แล้ว

โอเค…กลับมาอยู่ที่เดิม ณ จุดนี้ และก็การลุ้นทุกข์ยากราวกับที่้คาดหมายกันเอาไว้ตั้งแต่แรก และก็ใน 14 นัดที่เหลือมันคือการรับรองว่าพวกเขาจะพอดีสี้หรือเปล่า และก็จำเป็นต้องแย่งชิงกันสุดชีวิตกับ 4 ขั้นแรกบวกกับแมนฯยูฯ ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

ถ้างั้น…พบร คลอปป์ จะแก้ไขปัญหาอย่างไรในเมื่อเกมรับเป็นปัญหาใหญ่ของทีมไม่อาจถูกปรับแก้หรือปกปิดด้วยเกมรุกอีกแล้ว เนื่องจากว่าเมื่อเกมรุกตีบตัน ทำอะไรคู่ต่อสู้มิได้ เกมรับที่พร้อมเสียก็ทำให้ทีมแพ้โดยทันที

อีกหนึ่งปัญหาที่มากขึ้นเมื่อซีซั่นผ่านไปคือ "แทกติเตียนก" เกมรับของคู่ต่อสู้ในลีกกว่า 15 ทีมที่ไม่เปิดหน้าแลก และก็เกมรุกหงส์แดงจนปัญญาเจาะ แถมไอเดียไม่มากมาย บอลหน้าเดียว แล้วยังมิได้เล่นเกมที่ถนัดคือเพรสสิง เนื่องจากว่าไม่รู้จะเพรสอะไร มีแต่ พาส อย่างเดียว

No pressing just passing or knock ball around.They cant get through tight defensive tactical.Lack of idea to break that.

ผมเขียนเองมิได้ลอกฝรั่งมา…คือมิได้เพรสหรือรุมแย่งบอล ได้แต่ผ่านบอล หรือเคาะบอลไปมาในสนาม หาทางผ่านเข้าไปมิได้ ขาดไอเดียในการทำลายแทกติเตียนกเกมรับ

อย่างที่มองเห็นคือพอหาปากทางเข้าเขตโทษมิได้ แล้วก็ไม่จบด้วยการยิง แล้วพอส่งบอลพลาดโดนตัดได้ สวนกลับเสียประตู เนื่องจากว่าหลังลอย หรือเสียลูกเซตพีส คุ้มครองมิได้ ก็โดนลงโทษโดยทันที ทำให้ทีมแพ้ติดๆกันมานับตั้งแต่ปีใหม่

บอส เจเค ถูกตั้งข้อซักถามและก็มีบางคน แฟนหงส์บางคนครับ สะเหร่อ บอกไล่ออก และก็ขอเปลี่ยนโค้ช

แฟนบอลสมัยใหม่พวกนี้มักทำให้แฟนหงส์จำนวนมากเสียเชื่อ…อึกทึก จะเปลี่ยนโค้ช อึกทึก ลุ้นแชมป์ ทุกปี

อะไรครับผม…พวกท่านแก

เกมนี้ไม่ต้องวิจารณ์อะไรมาก…และก็เราก็ยังไม่รู้ดีว่าบอสเจเค จะแก้ไขปัญหาเกมยอมรับได้ดีแค่ไหน เนื่องจากว่ามันยังแก้มิได้มาตั้งแต่นัดแรกที่ชนะอาร์เซนอล 4-3 จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ มีจุดเด่นคือสเปอร์ส ก็ไม่ใช่ทีมที่เน้นเกมรับ

โน่นอาจทำให้ เกเก้น เพรสสิง ปฏิบัติงาน…แต่จะเห็นผลหรือไม่เพราะภาวะจิตใจเด็กหงส์เดี๋ยวนี้หดหู่และก็ขาดความเชื่อมั่นไปเยอะ

ช่วงเวลาเดียวกันทอตแน่มฮอตสเปอร์จัดว่าเป็นทีมในกรุ๊ปนำที่มีพื้นฐานเกมรับดี พลาดยากเสียยาก เกมรุกหวังผลได้ ขาดแค่เกมบางเกมที่พวกเขาสมควรชนะกลับแพ้ ดันพลาดเสมอ และก็ที่สำคัญสเปอร์ส เจอกับทีมในกรุ๊ปเดียวกันนั้น…

มีปัญหาในการเอาชนะเหมือนกัน

ถ้าหากถามคำถามว่าบิ๊กแมตช์ระหว่างหงส์แดงกับไก่คาดหมายอะไร

บอกตามตรงไม่ใช่ออกตัว หงส์แดง ยังมีสิทธิ์แพ้ติดอยู่บ้านได้อีก เนื่องจากว่าเกมรับทั้งส่วนตัว แบก, เซนเตอร์ และก็ส่วนระบบเกมรับ เมื่อรวมกับกองกลางมาพ่วงด้วย ยังไม่เนี้ยบเลย มันมันมี mistake เกิดขึ้นได้ตลอด

อ้อ…ผู้รักษาประตูด้วย

วันดีคืนดีไม่รู้ มันจะรับบอลกล้วยๆหลุดมือหรือปล่อยบอลลอดขาผ่านเส้นประตูเข้าไปหรือเปล่า

จุดเปราะบางมันเยอะ…

ถามคำถามว่ากี่เกมแล้วครับผมที่ กองหลังหงส์แดงอยู่ๆมันก็เสียประตูแบบไร้เหตุผล ของฟุตบอล หรือจากการบุกของคู่ต่อสู้แค่ 1 ครั้งก็เสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกโด่งนี่แหละ โดนประจำ และก็พอเสียประตูเกมก็เสียไป

บวกกับเกมรุกที่เน้นบอลช่อง แต่ไม่มีช่องให้เจาะ เนื่องจากว่าแน่นหมด รถบัสสองคัน จะเจาะแบบไหน พอเจาะช่องมิได้ ผ่านบอลกันไปมาก็มิได้ยิง ไม่มีเกมรุกแบบอื่นๆยกตัวอย่างเช่นครอสจากด้านข้าง , เซตพีส, ยิงไกล

บอลครอสจากด้านข้างยิ่งไม่ต้องหวังเลย…เนื่องจากว่ากองหน้่าหงส์มิได้เก่งลูกโหม่ง นานครั้งปีคราว จะโหม่งได้ประตู

นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังถูกจับทางได้ และก็วิถีทางนี้ใช้ได้ผลแค่ 50% ความมากมายหลายไม่มีมากเท่าไรนัก ช่วงเวลาเดียวกันทอตแน่มฮอตสเปอร์ เองเป็นทีมที่ก็มีปัญหาไม่มีความแตกต่างกัน บางเกมเล่นดีครึ่งเดียว

บางเกมคิดจะหมดมุขก็ทื่อไปซะงั้น

ลักษณะคล้ายๆกันก็แค่…สเปอร์ส มีดีมากกว่าหงส์แดงในเรื่องเกมรับที่แน่นแฟ้นกว่า รัดกุมกว่า พลาดยากกว่า เบื้องต้นนี้ทำให้สเปอร์ส จะพลาดยากและไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤตการณ์ราวกับหงส์แดง

แบบหลุดแล้วหลุดเลย…

สเปอร์สจะพลาดยากแล้วถ้าหากพลาดจะกลับมาชนะในเกมต่อไปโดยทันที ไม่มีพลาดตลอดแบบหงส์แดง ณ เวลานี้

ถ้าหากเทียบเคียงกันแล้วขณะนั้น จุดอ่อนของหงส์แดงที่มาเพิ่มเติมคือ "ขาดความเชื่อมั่น" ในทีมซะแล้ว แล้วฟุตบอลที่เล่นด้วยความไม่มั่นใจ โอกาสบกพร่องมีสูง โอกาสแพ้มีจำนวนมาก โอกาสชนะมีน้อยโดยทันที

ด้วยเหตุนี้…บทวิพากษ์บิ๊กแมตช์เกมนี้ ขอให้ติดตาม

1 การแก้ปัญหาเกมรับว่า บอสเจเค จะทำอย่างไรบ้าง และก็เกมรุกจะมีไอเดียเยอะแค่ไหน มีอะไรมาเพิ่ม แล้วก็วิธีการเล่น…เล่นด้วยความศรัทธาว่าทำได้หรือเล่นด้วยความไม่มั่นใจ งงงันๆเงอะงะๆกันไป

2 สเปอร์ส เองพบทีมในกรุ๊ปทอป 6 จำเป็นต้องสอบผ่านให้ได้เพื่อพื้นที่ชปล.

ส่วนรายละเอียดการแก้ไขอะไรนั้น ผมว่ารอดูหลังเกมจบมาว่ากันเป็นฉากๆมีอะไรบ้าง

ฟันธงมั้ย…

ชนะ, เสมอ และก็ แพ้ได้ เสมอกันทั้งหงส์และก็ไก่ ครับผม ไม่ใช่กำปั้นทุบดิน เนื่องจากว่าคู่นี้เสมอกันหมดทุกอย่างในเกมฟุตบอล ณ เวลานี้

สิงห์โตน้ำเงินย่อตัว

ความปราชัยของเชลซีต่อ คริสตัล พาเลส เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่ามันน่าจะเป็นเพียงแค่เกมเดียวที่เรียกว่า one off แพ้แล้วแพ้ไป…กลับมาชนะได้ทันที สถานะการณ์ในตอนนี้เป็นนำสเปอร์ส 7 แต้มแข่งขันเท่ากันเป็นทีมสเปอร์สที่เป็นผู้ท้าชิงตัวจริงมากกว่าทุกทีม จังหวะไม่เป็นใจที่โปรแกรมมาแข่งขันพร้อมคืนวันพุธ …เป็นหากสเปอร์สเตะก่อนแล้วชนะ แต้มเหลือ 4 น่าจะก่อให้เกมคู่เชลซีต้อนรับการมาเยือนของแมนฯซิตี้ เข้มข้นยิ่งนัก
แต่ว่าเมื่อโปรแกรมออกมาอย่างนี้แล้วนำ 7 แล้วเตะวันเดียวกันก็ลุ้นกันไปสองสนาม ที่สำคัญเกมนี้หลายทีมร่วมลุ้นกับเชลซีด้วยโดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล และก็แมนฯยูไนเต็ด เป็นเชียร์ให้เชลซีปิดบัญชี เรือใบสีฟ้าไปเลย
ว่ากันถึงสถานะการณ์ของเชลซีก่อนลงสนามนัดหมายนี้ก็มีความกดดัน ความเคร่งเครียดกันบ้าง ภายหลังจากพ่ายแพ้คริสตัล พาเลส คาบ้าน มันเสมือนมีอะไรมากระตุกต่อมสู้ของเชลซี ไม่ให้ลดลงไป นี่เป็นดีที่แต้มนำ 10 ทำให้ความปราชัยในลักษณะอย่างนี้ มันเป็นเชิงบวกมากกว่าลบ
แพ้นัดหมายเดียว..อย่างที่บอก เกมนี้บางทีอาจพบทีมใหญ่อย่างแมนฯซิตี้ แต่ว่าเอาเข้าจริงๆจุดบอดของซิตี้ มากเลย และก็เชลซี ก็ไม่ต้องเล่นเพื่อชนะ เล่นรัดกุม รอตีหัวเข้าบ้าน เพื่อสามคะแนน ง่ายดายเสียยิ่งกว่า
ถ้าย้อนไปมองผลงานในเกมที่แพ้พาเลส อาจโทษผู้ใดกันแน่ไม่ได้เว้นเสียแต่เกมรับของตนที่ เสียสมาธิและก็ออกลูกประมาท วิลฟรีด ซาฮา กับ เบนเตเก้ มากจนเกินไป
ทั้งเกมเชลซีได้โอกาสซัดประตูตั้ง 24 ครั้งเข้ากรอบ 11 แต่ว่าได้มา 1 ส่วนพาเลส ยิงไป 8 เข้ากรอบ 3 เป็นสองประตู เกมอย่างนี้มันมีเกิดขึ้นแน่ๆปัญหาที่ อันโตนีโอ คอนเต้ จำเป็นต้องปรับก่อนต่อกรกับเกมรุกสุดอันตรายจากแมนฯซิตี้เป็น…อย่าเสียท่าเสียประตูก่อนประเดี๋ยวจะกดดันตนเองเปล่าๆเกมที่พบกับพาเลส มันเป็นความกดดันอย่างหนึ่งที่ดันไปเสียประตู 2-1 แบบไม่รู้เนื้อรู้สึกตัว
ดังนั้นเกมนี้ คอนเต้ จำเป็นต้องปรับจูนเกมรับใหม่เพื่อรัดกุม ไม่พลาดและไม่เสีย ด้วยเหตุว่าจะว่าไปเกมรับเชลซียังไงก็ยังมองเหนียวกว่าแมนฯซิตี้ มากมายก่ายกอง ดังนั้นเกมนี้ คอนเต้ คงจะกลับไปยึดสูตรการเล่นแบบเดิมเป็นใช้กึ่งกลางรับสองคน กองเต้ จะยืนคู่กับ มาว่ากล่าวชหรือ ฟาเบรกาส ซึ่งนัดหมายที่แพ้พาเลส ส่งพร้อมสามคนเลย เชสก์ดันขึ้นไปสูงหน่อย…
นัดหมายนี้บางทีอาจจำเป็นต้องส่ง วิลเลียน ลงมาเล่นเกมนี้พร้อมกับ เปโดร และก็ เอแดน อาซาร์ โดย คอสต้า ค้ำหน้า แนวรับชุดเดิม เพียงแค่ปรับตัวผู้เล่นในแดนกึ่งกลางเท่านั้น ผมเดาจิตใจ คอนเต้ ว่าคงจะเลือก ฟาเบรกาส เล่นกับ กองเต้ ด้วยเหตุว่า ฟาเบรกาส เปิดบอลยาวแม่นกว่า มาว่ากล่าวช

การเล่นจังหวะสวนกลับอย่างนี้ ฟาเบรกาส มีประโยชน์ ด้วยเหตุว่ายังไง แมนฯซิตี้ ไม้่มีหนทางและก็ทีมเป๊ป อาจจำเป็นต้องเล่นเกมรุกเข้าหา หรือไม่ก็ถอยคุมโซน หากถอยก็เข้าทางเชลซี ที่จะเล่นเกมไปตามจังหวะ กระทั่งบุกเข้าหายิ่งเข้าทางตอบโต้กลับเชลซีมากเพิ่มขึ้น
ไม่ว่าเป๊ป จะเลือกผู้ใดกันแน่ลงสนาม ออตาเมนดี, สโตน, คลิชี, ซาบาเลต้า ท่ีคงจะวิ่งลงสนามแทน นาบาส ที่นัดหมายก่อนเป็นหามขวา เกมนี้แดนกึ่งกลางบางทีอาจจำเป็นต้องใช้ ยายา ตูเร ลงเล่นกับ แฟร์นานดินโญ ในตอนนี้ลอตเตอรี่ในเกมรุกจะไปออกที่ผู้ใดกันแน่จำเป็นต้องนั่งมอง
ดาบิด ซิลบา, ราฮีม สเตอริง ที่นัดหมายก่อนแผ่วๆไป เลอรอย ซาเน ทอปฟอร์ม และก็ เควิน เดอ บรอยน์ เป็นหัวใจเกมรุกของทีม กุน อเกรโร หน้าเป้าเหมือนเดิม หากให้เดาจิตใจ เป๊ป คงจะพัก ซิลบา ด้วยเหตุว่าตำแหน่งบางทีอาจจะทับกับ เดอ บรอยน์ เพราะว่าเกมนี้จำเป็นต้องส่ง ยายา ตูเร ลงมาช่วยเกมแดนกึ่งกลางนั้นเองครับ
จัดแบบไหน…แนวความคิดของ เป๊ป อาจเฝ้าบ้านไม่ได้ละครับ จำเป็นต้องออกมาเดินเกมรุกใส่เชลซี ด้วยเหตุว่าพวกเขาอยากชัยมากกว่า อยากยิงประตู หากมัวแต่คุมโซน รักษาเชป เอาไว้ในแดน ดูท่าว่าไม่น่ารอ
เป๊ป คงจะย้ำเกมพาสซิง เข้าหาบุกเข้าใส่ วัดกับเชลซี ดังนั้นจุดนี้จึงเป็นการแย่งชิงพื้นที่แดนกึ่งกลางว่าผู้ใดกันแน่จะคุมเกมได้มากกว่า
กองเต้ คู่ ฟาเบรกาส ปะทะ กึ่งกลางรุกของซิตี้หมายถึงเดอ บรอยน์ และก็จะมี ยายา ตูเร ดันขึ้นมา ส่วนแฟร์นานดินโย จำเป็นต้องพบกับ อาซาร์ ให้ปวดหัวเล่น งานนี้สู้กันเผ็ดร้อนรุนแรง และก็เกมมีแนวโน้มจะออกมารุนแรงอย่างแน่นอนหากเล่นเกมออกมาแนวนี้…เชลซี คงจะชิงเหลี่ยมของเกมไว้ได้ดีกว่า
ชั่วโมงนี้ไม่ใช่ว่า แมนฯซิตี้ ไม่อาจจะเจาะแนวรับเชลซีได้ แต่ว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็น สโตน กับ ออตาเมนดี ไม่น่าจะต่อกรกับ คอสต้า และก็ อาซาร์ ได้อยู่ โน่นและก็ เปโดร กับ วิลเลียน ที่หวือหวา รวดเร็ว จุดตัดสินแพ้ชนะเกมนี้คงจะอยู่ที่เกมรับสองฝั่งมากกว่าเกมรุก
คล้ายกับที่ลิเวอร์พูลเสมอแมนฯซิตี้ ซึ่งเกมรับพลาดทั้งคู่ฝั่ง แต่ว่าเกมรุกไม่เด็ดขาดเอง ปิดบัญชีกันไม่ได้ แต่ว่าเกมนี้มีความแตกต่างตรงที่ เกมรับเชลซี รัดกุมกว่าเด็กหงส์ และก็รัดกุมกว่า เรือใบ นี้เป็นงานยากของ เป๊ป เมื่อมองดูมายังเกมรับของตนที่พึ่งพิงเสียให้ปืนไปสองลูก
การันตีว่า…นัดหมายนี้มีเสียประตูให้เชลซีแน่ๆครับ แล้วหากเสียก่อน ผมมั่นใจว่าเที่ยวนี้จะไม่พลาดเมหือนนัดหมายปัจจุบันอีกแล้ว โน่นเป็นการเสียสถิติที่นำก่อนแล้วแพ้ในเกมเป็นครั้งแรก แต่ว่าคราวนี้หากเชลซี นำก่อน
จุดที่น่าสนใจเป็น เป๊ป จะก่อให้เกมรับของพวกเขาหรือการจัดระเบียบเกมรับ รัดกุมเยอะที่สุดได้อย่างไร คอสต้า, อาซาร์, วิลเลียน, เปโดร แถมด้วย ฟาเบรกาส ขึ้นเติมเมื่อรุก มองผลงานในลีกแล้วจำเป็นต้องเห็นด้วยว่าเกมรับของทุกทีมโดนกันหมดถ้วนหน้า ดังนั้น เป๊ป จำเป็นต้องติวเข้มการเล่นเกมรับเพื่อต่อกรกับมหันตภัยในเกมรุกของเชลซีที่เอ่ยนามมาทั้งปวง

แล้วมุมอื่นมีอะไรอีกมั้ย ผมมีความรู้สึกว่าอาจไม่มีโชคชะตา หรือการตัดสินผิดพลาดอะไรมาส่งผลต่อเกมนี้ มันสู้กันด้วยแทกว่ากล่าวกของโค้ชสองฝั่ง และก็ผมมองว่า คอนเต้ จำเป็นต้องจักจี้จุดบอดแมนฯซิตี้ เป็นทำไงก็ได้ให้มีพื้นที่ มีช่องว่าง และก็ซ้ำเติมความสะเพร่าที่เกิดขึ้นตลอดทั้งซีซั่น 32 ลูกที่เสียไปเฉลี่ยโดนนัดหมายละหนึ่งลูกแน่ๆแล้วเป็นทีมในกลุ่มทอปที่เสียประตูมากมาย…เพียงแค่เสียน้อยกว่าเด็กหงส์เท่านั้นเอง ซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวเลขที่ไม่เหมาะกับการประสบความสำเร็จอะไรเลย เมื่อเกมรับยังไม่รอบคอบขนาดนี้ กระทั่งพื่้นที่ ชปล. บางทีอาจจะวืดได้

 

โอซิลโอดเป็นแพะสนองอารมณ์แฟนบอลยามทีมพ่าย

โอซิล แดนหน้าทีมอาร์เซนอลW88ให้สัมภาษณ์ออกอาการน้อยใจแฟนบอลที่มักกล่าวหาว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทีมไม่สามารถเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้

อนาคตของนักเตะวัย 28 ปีกำลังตกเป็นเครื่องหมายคำถาม หลังจากสัญญาของเขาจะหมดลงในช่วงจบซีซันหน้าและยังไม่มีท่าทีที่จะต่อสัญญาในเร็วๆนี้ โดยเมื่อเขาถูกถามถึงความสัมพันธ์ของเขากับแฟนบอลอาร์เซนอล เจ้าตัวเผยว่าเขารู้สึกซาบซึ่งเป็นอย่างมากเวลาที่แฟนบอลร้องแพลงเป็นชื่อเขาออกมา

แต่อย่างไรก็ตามเมซุต โอซิลยอมรับว่ารู้สึกเจ็บปวดและน้อยใจอยู่ไม่ใช่น้อยยามที่ตัวเขาต้องตกเป็นแพะรับบาปรองรับอารมณ์แฟนบอลยามที่ทีมไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นที่ดีนัก

“คุณรู้มั้ยอะไรที่ทำให้ผมภูมิใจ? วันนั้นแฟนบอลอาร์เซนอลร้องเพลงโอซิล ผมไม่เคยได้สัมผัสกับอะไรแบบนี้มาก่อนกับสโมสรไหนๆ มันทำให้ผมขนลุกทุกครั้งเวลาที่แฟนๆร้องเพลงนั้น” โอซิลเผย

“แต่เมื่อยามที่ทีมทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ มันต้องมีใครบางคนที่ตกเป็นแพะรับบาป แล้วมันเศร้าตรงที่เป็นผมเกือบทุกที”

เบี่ยงโคเนรีเตรียมทาบ ”เอล โชโล่” แทน อัลเลกรี

เบี่ยงโคเนรีเตรียมเดินหน้าทาบทาม ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เข้ามารับงานคุมทีมต่อจาก อัลเลกรี ที่กําลังตกเป็นข่าวอย่างหนักว่าจะเข้ารับงานคุมอาร์เซนอล

 

กุนซือวัย 49 ปีเหลือสัญญาอยู่ในถิ่นตูรินอีกเพียง 1 ปีและกําลังตกเป็นข่าวว่าจะไปสานงานต่อจาก เจ๊ นายใหญ่ของอาร์เซนอลที่กําลังจะหมดสัญญาลงในซัมเมอร์ที่จะถึงนี้

 

ด้วยเหตุเป็บเป้ มาร็อตต้า ผู้อำนวยการทีม''ม้าลาย''จึงต้องหากุนซือคนใหม่เข้ามาแทนโดยเล็งไปที่ เอล โชโล่ โค้ช ของแอตเลติโก้ มาดริดที่สนใจจะกลับมา กัลโช่ เซเรียอา อีกครั้งเหมือนสมัยยังเป็นนักเตะ

ผอ.กลัดบัคปัดขาย ดาฮูด ให้ดอร์ทมุนด์

แม็กซ์ เอเบิร์ล ผอ.กีฬา สิงห์หนุ่ม ปฏิเสธข่าว มาห์มูด ดาฮูด กองกลางอนาคตไกลที่กําลังจะย้ายไปค้าแข้งให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

สื่อเยอรมันรายงานว่า มิดฟิลด์วัย 21 กะรัต บรรลุข้อตกลงย้ายซบทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แล้ว ซึ่งเขาเหลือสัญญาอีกเพียง 1 ปีกับต้นสังกัด

ทั้งนี้ ล่าสุดผอ.กีฬา ของทีมสิงห์หนุ่ม ได้ออกโรงปฏิเสธข่าวดังกล่าว และแสดงเจตนาว่าพวกเขายังต้องการต่อสัญญากับกองกลางตัวเก่งต่อไป